posttoday
อุดช่องโหว่

อุดช่องโหว่

05 กุมภาพันธ์ 2560

กรณีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นชอบรายงานการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้

กรณีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นชอบรายงานการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะในร่างกฎหมาย 2 ฉบับคือ ร่างปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2504 และร่างปรับปรุง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 ซึ่งมีเนื้อหาที่ถูกตั้งคำถามถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มีเสียงติติงว่า ร่างดังกล่าวอาจจะกลายเป็นการออกกฎหมายที่เอื้อให้ผู้ประกอบการรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ นายทุนน้อยใหญ่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ บุกรุกพื้นที่ป่ามากขึ้น เพราะร่างฉบับนี้มีเนื้อหาที่เขียนไว้ว่า “ให้อำนาจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำสิ่งปลูกสร้างที่ยึดมาแล้วไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของกรมอุทยานฯ ได้ โดยจะรื้อถอนทุบทิ้งหรือไม่ให้เป็นไปตามดุลพินิจของอุทยานฯ”

เดิมที่มาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ระบุว่า “กรณีที่มีการฝ่าฝืน มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ หรือมีสิ่งอื่นใดในอุทยานแห่งชาติ ผิดไปจากสภาพเดิม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำลายหรือรื้อถอนสิ่งนั้นๆ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ หรือทำให้สิ่งนั้นๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม แล้วแต่กรณี เพื่อป้องกัน หรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ พนักงานเจ้าหน้าที่ จะกระทำดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งเสียเองก็ได้ตามสมควรแก่กรณี และผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป”

กรณีที่กล่าวมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะกลายเป็นการปลดล็อกให้ผู้ที่มีเจตนาบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ยิ่งได้ใจ เพราะมีช่องให้สามารถตีความเข้าข้างตัวเองได้ว่า ทำผิดแล้วก็ยังสามารถอยู่ในพื้นที่ที่ก่อเหตุได้ต่อไป หากอุทยานฯ อนุญาตหรือเคลียร์ปัญหากับอุทยานฯ ได้

หากเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ก็ไม่แคล้วที่จะถูกมองได้อีกเช่นกันว่า เป็นปัญหาที่จะกลายเป็นเรื่อง พายเรืออยู่ในอ่าง หรือแก้ไม่จบ เพราะที่ผ่านมา ก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะกรณีที่ทุนใหญ่ผุดสิ่งก่อสร้างกลางอุทยานแห่งหนึ่งและยื้อไม่ให้ทุบทำลายอาคารที่บุกรุกเพราะอ้างว่ากระทบการลงทุนที่ทุ่มไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังระบุด้วยว่า ร่างฉบับนี้กำลังบอกอยู่อย่างกรายๆ ว่าต้องรีบไปบุกรุกพื้นที่ป่า ก่อน พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ เพื่อจะใช้เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด

เรื่องนี้เหมือนจะถูกลดดีกรีลง เมื่อ ดำรงค์ พิเดช สมาชิก สปท. ออกมาบอกว่า อนุกรรมาธิการฯ ประชุมและทบทวนร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ... โดยที่ประชุมมีมติให้ระบุในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่าทรัพย์สินจำพวกสิ่งปลูกสร้างที่ยึดคืนมาได้นั้น ห้ามส่วนราชการหรือเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อการอื่นใดทั้งสิ้น ให้ตัดเรื่องการใช้ประโยชน์สำหรับการท่องเที่ยวทิ้งทั้งหมด

สิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คือ เมื่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากไปตามวาระและเข้าสู่ยุคของนักการเมือง กรณีนี้จะสบช่องให้ข้าราชการซึ่งพร้อมที่จะขานรับ ทำตามนโยบายของพรรคการเมือง หรือบิดพลิ้วไปเป็นอื่นได้ ในขณะที่ยังไม่มีหลักประกันเลยว่านโยบายของแต่ละรัฐบาลในเรื่องการอนุรักษ์จะเข้มข้นในเรื่องนี้แค่ไหน

ภาคประชาชนตั้งข้อกังขาว่าการเขียนกฎเกณฑ์ออกมาแบบนี้ถือเป็นการ “เปิดช่อง” ไว้ให้นายทุนสามารถขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าด้วยวิธีการต่างๆ ต่อไปได้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเวลานี้ ไม่ใช่ผู้ไม่มีที่ทำกินทั้งหมด มีไม่น้อยที่เป็นทุนสวมรอย ตามข้อน่าสังเกตว่า จนถึงขณะนี้ ผู้ครอบครองที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์จำนวน 5.9 ล้านไร่ ยังไม่มาแสดงตน เพราะรอนโยบายที่จะทำให้ออกเอกสารสิทธิได้

แน่นอนว่า เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ ทางที่ดีรัฐบาลต้องทบทวนร่าง พ.ร.บ.นี้อย่างรอบคอบเพื่ออุดช่องโหว่ไม่เกิดปัญหาตามที่หวั่นเกรงกันในอนาคต ไม่เช่นนั้นจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก