
งัดม.44ปั๊มปฏิรูป "บิ๊กตู่"เร่งแม่น้ำ3สาย
"พล.อ.ประยุทธ์" เปิดทางแม่น้ำ 3 สาย เสนอใช้มาตรา 44 เร่งปฏิรูปประเทศ "โภคิน" พร้อมถกปรองดอง
"พล.อ.ประยุทธ์" เปิดทางแม่น้ำ 3 สาย เสนอใช้มาตรา 44 เร่งปฏิรูปประเทศ "โภคิน" พร้อมถกปรองดอง
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เปิดเผยหลังประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่า นายกรัฐมนตรีกำชับการทำงานแม่น้ำ 3 สายหลัก คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มาหารือร่วมกันวาระการปฏิรูป และหากต้องการใช้กลไกในมาตรา 44 เพื่อให้เกิดความรวดเร็วก็ให้นำเสนอมา
ขณะเดียวกัน สาระสำคัญในการประชุมดังกล่าวมี 4 วาระสำคัญ คือ 1.การตรวจสอบสิ่งที่แต่ละฝ่ายได้ดำเนินการปฏิรูปในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา 2.การจัดลำดับความสำคัญในวาระการปฏิรูป โดยกลั่นกรองออกมาแล้วมี 27 เรื่อง 3.เครื่องมือพื้นฐานในการพัฒนาฐานราก 4.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน
"คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะของ ป.ย.ป. จะไปช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค โดย 3 ฝ่าย ครม. สนช. และ สปท. ต้องหาข้อสรุปร่วมกัน หากเรื่องใด ต้องนำเรื่องเข้าสู่ ครม. หรือมาตรา 44 เพื่อออกกฎหมายตามขั้นตอน เพื่อให้การปฏิรูปขับเคลื่อนไปได้" นายสุวิทย์ กล่าว
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ผลการประชุมแม่น้ำ 4 สายในวันนี้ คือ ต้องการมาปรับความเข้าใจกันในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการที่จะต้องปฏิรูปประเทศ การวางยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมาย ปัญหา และวิธีการปฏิบัติอันเดียวกัน วันนี้จึงได้มาพูดคุยถึงการแก้ปัญหาการบริหารราชการทั้งในวันนี้และอนาคตข้างหน้าต่อๆ ไป
"ผมไปสั่งอะไรใครไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลอยากอยู่ต่อนานๆ ซึ่งมันไม่ใช่ ผมพยายามทำทุกอย่างในช่วงเวลาที่มี ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งคณะทำงานวุ่นวายขนาดนี้ จึงอยากให้เข้าใจตรงกัน วันนี้ถือเป็นรายการตามล่าหาความจริงของแม่น้ำ 5 สาย" นายกฯ กล่าว
นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการกฤษฎีกา กล่าวว่า ในที่ประชุม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการทำงานว่าเรื่องอะไรที่ สปท. เห็นว่าเป็นเรื่องด่วนจะมีการตั้งทีมขึ้นมาดูว่าเรื่องใดสามารถส่งให้กฤษฎีกาพิจารณาล่วงหน้าแล้วค่อยเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
ทั้งนี้ ทางกฤษฎีกาได้ดูแลกฎหมายทุกฉบับ เดิมกฤษฎีกาดูแลเฉพาะกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ ครม. และนำเสนอโดยกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ รวมถึงการใช้อำนาจการบริหาร หรือมาตรา 44 แต่จากนี้ไปทางกฤษฎีกาจะพิจารณากฎหมายที่นำเสนอโดย สปท.ด้วย
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวว่า ภารกิจของ สนช.ที่เหลือตามโรดแมปของ คสช. คืองานนิติบัญญัติที่ต้องพิจารณากฎหมาย 3 แหล่ง คือ 1.กฎหมายที่รัฐธรรมนูญฉบับประชามติกำหนด 2.กฎหมาย ที่มาจากรัฐบาล และ 3.กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ สปท.เสนอ โดยกฎหมายที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 8 เดือน จำนวน 10 ฉบับ
ด้าน นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะ 1 ใน 5 คณะกรรมการศึกษาติดตามเรื่องการปรองดองของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งตัวแทนของพรรคไปพูดคุยเรื่องความปรองดองว่า เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าและเลขาธิการพรรค ทราบว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อมา แต่จะนำเสนอในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดความปรองดองแก่บ้านเมืองให้ได้







