
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 (จบ)
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ได้เขียนไปแล้วในฉบับก่อนๆ ถึงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ส่วนที่มีการแก้ไขเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไป รวมถึงในส่วนของสิทธินักแสดง สิทธิตามความชอบธรรม (Moral Rights) ของนักแสดง รวมไปถึงข้อยกเว้นต่างๆ และเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจศาล ผู้เขียนจึงหวังว่าจะได้มีนักพูด นักร้อง นักแสดง ได้อ่านผ่านๆ ตากันบ้าง ซึ่งหากอ่านก็จะพอเข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง จะปกป้องผลงานของตนเองอย่างไร โดยเฉพาะผู้เขียนพยายามเลือกใช้คำที่ง่ายๆ ไม่เป็นภาษากฎหมายมากนัก เป็นการช่วยกระจายความเข้าใจในเรื่องลิขสิทธิ์ให้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกแรงหนึ่ง และหากท่านผู้อ่านมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจจะได้สอบถามจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป
นอกจากส่วนที่มีการแก้ไขแล้ว ยังมีส่วนที่ร่างขึ้นเพิ่มเติมจากมาตราต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของนักร้อง นักพูด นักแสดง จำนวน 3 เรื่อง คือ เรื่องการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ เรื่องการเพิ่มข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สำหรับคนพิการ และเรื่องการกำหนดโทษการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ สำหรับเรื่องการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์นั้น เป็นเรื่องที่สหรัฐพยายามกดดันให้ประเทศไทยออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ มาตั้งแต่ที่ผู้เขียนยังเป็นอธิบดีอยู่ แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่า การมีพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ ไม่น่าจะแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ได้มากนัก เนื่องจากสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของคนไทยต่างจากคนอเมริกัน รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายก็จะกระทำได้ยาก ยิ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียที่ทำให้ไม่ต้องไปแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งให้ภาพชัดกว่าและไม่สั่นไหวเหมือนการไปแอบถ่าย โอกาสที่พระราชบัญญัติส่วนนี้จะล้าสมัยเร็วจึงมีมาก
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติส่วนนี้ เพิ่มเติมอยู่ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 แล้ว ก็ลองมาดูกันสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร
1.เพิ่มบทบัญญัติกำหนดให้การแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์
มาตรา 28/1 กำหนดว่า การทำซ้ำโดยการบันทึกเสียงหรือการบันทึกภาพ หรือการบันทึกทั้งเสียงและภาพจากภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ในโรงภาพยนตร์ตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ในระหว่างการฉายในโรงภาพยนตร์ ให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ให้นำมาตรา 32 วรรคสอง (2) มาใช้บังคับ กล่าวคือ จะอ้างว่าเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิทไม่ได้
ตัวอย่างเช่น นาย ก. พกกล้องกระดุมเข้าไปในโรงภาพยนตร์และลักลอบแอบถ่ายภาพยนตร์บางส่วน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ นาย ก. จะอ้างว่าแอบถ่ายไว้ดูส่วนตัวที่บ้านไม่ได้
2.เพิ่มข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สำหรับคนพิการ
มาตรา 32 วรรคสอง (9) กำหนดว่า ภายใต้บังคับของมาตรา 32 วรรคหนึ่ง การทำซ้ำ หรือดัดแปลง เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์อันเนื่องมาจากความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน สติปัญญา หรือการเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
ทั้งนี้ รูปแบบของการทำซ้ำหรือดัดแปลงตามความจำเป็นของคนพิการและองค์กรผู้จัดทำ รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลงให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เช่น การจัดทำหนังสืออักษรเบรล สื่อเสียง สำหรับคนพิการทางการมองเห็น สื่อภาษามือ คำบรรยายแทนเสียง สำหรับคนพิการทางการได้ยิน หรือสื่อเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ สำหรับคนพิการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ เป็นต้น
3.เพิ่มบทบัญญัติกำหนดโทษสำหรับการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์
มาตรา 69/1 กำหนดโทษสำหรับผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 28/1 คือ โทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่จริงก็ตั้งใจจะเขียนไม่มาก เพียง 1-2 ตอน แต่พอลงมือเขียนจริงก็เกรงว่าท่านผู้อ่านจะไม่เข้าใจ และบางคำจะเป็นภาษาทางกฎหมายที่แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงก็ต้องใส่บ้างเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด รวมถึงต้องขอยืมตัวอย่างกรณีต่างๆ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญามาลงไว้ด้วย เพราะเห็นว่าเป็นตัวอย่างง่ายๆ ทำให้เข้าใจดี ผู้เขียนต้องขอขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกครั้งที่อนุญาตให้นำสาระและตัวอย่างมาลงในบทความของผู้เขียน







