
เพิ่งเริ่มต้น
อาจกล่าวได้ว่า ในรอบกว่า 10 ปีมานี้ไม่มีใครอีกแล้วที่สามารถครองพื้นที่ข่าว 1 ตามสื่อกระแสหลักทั่วโลกได้มากกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
อาจกล่าวได้ว่า ในรอบกว่า 10 ปีมานี้ไม่มีใครอีกแล้วที่สามารถครองพื้นที่ข่าว 1 ตามสื่อกระแสหลักทั่วโลกได้มากกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะตั้งแต่นโยบายที่หาเสียงมาจนกระทั่งจรดปากกาลงนามคำสั่งไปในช่วง 10 วันแรกของการทำงาน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ถึงขั้นพลิกสถานการณ์ในระดับภูมิภาค หรือเป็นเรื่องระดับชาติที่มีผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลกทั้งนั้น
ก่อนหน้านี้ เราเคยตั้งข้อสงสัยกันว่าทรัมป์จะทำจริงอย่างที่พูดไว้หรือไม่ เพราะนโยบายหลายอย่างดูสุดโต่งแบบไม่น่าเป็นไปได้ แต่จนถึงวันนี้คงไม่ต้องสงสัยกันแล้ว เพราะทรัมป์น่าจะทำจริงได้อย่างที่พูด เพียงแค่ 10 วัน ก็เซ็นคำสั่งประธานาธิบดีไป 17 ฉบับแล้ว อาทิ
- ระงับการให้วีซ่าชั่วคราว 90 วัน แก่พลเมืองใน 7 ชาติมุสลิม และระงับการให้สถานะผู้ลี้ภัย 120 วัน โดยเฉพาะคนจากซีเรีย
- เดินหน้าโครงการสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก
- เดินหน้าโครงการท่อส่งน้ำมันเส้น ดาโกตา แอคเซส และคีย์สโตน
- ถอนตัวจากโครงการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)
- จำกัดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกฎหมายโอบามาแคร์
- ปรับโครงสร้างสภาความมั่นคงแห่งชาติและสภาความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
- ปรับแผนเพิ่มศักยภาพต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส)
คำสั่ง 17 ฉบับนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะทำทั้งสิ้น พิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นแค่ฝีปากนักการเมืองดาดๆ ที่หาเสียงอย่างทำอย่างเหมือนที่เราเคยเห็นกันมา ทั้งที่หลายเรื่องจะสร้างปัญหาความแตกแยกในชาติตามมา และหลายเรื่องยังส่งผลกระทบต่อทั่วโลกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ รัฐบาลทรัมป์ไม่แคร์เรื่องพวกนี้และไม่เคยมีทีท่าหวาดกลัวต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาผู้นำประเทศ นักวิชาการ สื่อมวลชน หรือใครก็ตาม แต่กลับทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องอ้าปากค้างกับตรรกะของฝ่ายตนเองมาแล้ว เช่น กรณีของข้อเท็จจริงทางเลือก (Alternative facts) ขณะที่บรรดาขุนพลของทรัมป์ต่างก็ยืนหยัดทำหน้าที่ได้แบบไม่สะทกสะท้านอะไร
ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ ก็คือ “สตีฟ แบนนอน” อดีตหัวหน้าของเว็บไซต์ข่าวขวาจัด บรีธบาธ นิวส์ คนนี้ถือเป็นมันสมองที่เป็นคนใกล้ชิดวงในที่สุดคนหนึ่งในบรรดาคนรอบตัวทรัมป์ และเป็นที่มาของนโยบายเรื่องสังคมและความมั่นคงหลายด้าน ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของทำเนียบขาวไปแล้ว
ทว่า ทรัมป์กำลังแหกกฎด้วยการส่งคนของตนเองไปคุมหลายมือมากขึ้น โดยจัดวางแบนนอนไปนั่งในคณะกรรมาธิการของสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมลดบทบาทของประธานเสนาธิการทหารร่วม และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติลงมา
ถือเป็นการแหกกฎที่ผ่านๆ มาของรีพับลิกันที่ไม่เข้าไปยุ่งเรื่องทหารหรือความมั่นคงอย่างสิ้นเชิง และยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลทรัมป์พร้อมเดินหน้านโยบายขวาจัดทางด้านสังคม การเมือง และความมั่นคงได้มากกว่านี้อีก
ขณะที่สัญญาณจากกษัตริย์ ซัลมาน บิน อับดุลลาซิส แห่งซาอุดิอาระเบีย ที่โทรศัพท์สายตรงพร้อมร่วมมือกับสหรัฐจัดการปัญหาในซีเรียและเยเมนที่ยืดเยื้อมากว่า 5 ปี โดยไม่ได้โจมตีนโยบายแบน 7 ชาติมุสลิมของทรัมป์ ก็บ่งชี้ว่าทรัมป์ไม่ใช่พวกขวาจัดบ้องตื้นที่พร้อมหาเรื่องประเทศอื่นไปทั่ว แต่รู้ดีว่าจะขู่หรือข่มใครได้ และรู้ดีว่าไม่ควรล้อเล่นกับใครที่มีผลประโยชน์ต่อรองกับสหรัฐมาก ในสไตล์นักธุรกิจเล่นเป็น
ระเบียบโลกใหม่ในสไตล์ทรัมป์เพิ่งเริ่มต้นแค่ 10 วันเท่านั้น และยังมีอะไรที่จะเปลี่ยนไปอีกมากหลังจากนี้ค่ะ







