
ช่วยให้ตรงจุด
ช่วงนี้หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานออกมาเร่งผลักดันความช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มหลักที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ช่วงนี้หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานออกมาเร่งผลักดันความช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มหลักที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัว กระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออก ส่วนใหญ่กลุ่มเอสเอ็มอีจะเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของซัพพลายเชนเหล่านี้ ขณะเดียวกันตลาดส่งออกเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เราพึ่งพาได้ย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ที่มีค่าแรงถูกกว่าและได้สิทธิพิเศษทางการค้า ขณะที่ไทยไม่มี
ที่ผ่านมา การฟื้นตัวของเอสเอ็มอีจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป บางรายไม่สามารถฟื้นตัว ต้องปิดกิจการไปจำนวนมาก ส่วนอีกบางรายแม้จะปรับตัวไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ แต่ต้องลงทุนเริ่มต้นใหม่ ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ภาพจึงสะท้อนผ่านหนี้เสียของเอสเอ็มอีที่คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560 นี้
ขณะที่กำลังการผลิตของภาคเอกชนยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ปัจจุบันกำลังการผลิตเฉลี่ยยังเหลือคิดเป็นสัดส่วน 30% ทำให้แนวโน้มของอุตสาหกรรมยังทรงตัวต่อไป
จะเห็นได้ว่า ปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอียังคงอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม ขณะนี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ หรือนิว เอส-เคิร์ฟ ตามเป้าหมายของภาครัฐได้ แต่นโยบายรวมทั้งมาตรการที่ออกมามุ่งเน้นการสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นหลัก อาทิ นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการคัดเลือกเอสเอ็มอีที่มีผลประกอบการดีเด่นเพื่อมุ่งส่งเสริมสนับสนุนการขยายตลาดในต่างประเทศ
รวมทั้งการผลักดันกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ที่ออกมาก่อนหน้านี้ รัฐบาลมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มความหวังที่รัฐบาลต้องการให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา ขณะที่เอสเอ็มอีกลุ่มเดิมที่มีปัญหา จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว
ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ต้นปี 2559 รัฐบาลผลักดันเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีหลายระลอก ผ่านการให้สินเชื่อวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท วงเงินกู้ก้อนนี้หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง ขณะที่ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา หนี้เสียเอสเอ็มอียังอยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นว่าเงินช่วยเหลือที่ลงไปไม่สามารถแก้ปัญหาเอสเอ็มอีได้ถูกจุด ขณะเดียวกันก่อให้เกิดปัญหาใหม่ คือ หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
ดังนั้น การช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลคงต้องลงไปดูในรายละเอียดให้ลึกกว่านี้ ลงไปสำรวจว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือแบบไหนที่จะช่วยให้พวกเขาฟื้นธุรกิจให้กลับคืนมา ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือโดยไปสนับสนุน หรือต่อยอดจากกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มนี้เขาอาจไม่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ได้ เพราะเอสเอ็มอีกลุ่มเหล่านี้แข็งแกร่งพอที่จะออกไปแข่งขันกับโลกภายนอกได้
รัฐบาลควรใช้เงินงบประมาณเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการให้ถูกจุด เพื่อให้การแก้ปัญหาสัมฤทธิผล







