posttoday
แพะในกระบวนการยุติธรรม (จบ)

แพะในกระบวนการยุติธรรม (จบ)

30 มกราคม 2560

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

กำลังจะเงียบหายไปจากหน้าสื่อแล้ว สำหรับคดีครูแพะ เมื่อมีเรื่องที่ใหญ่กว่า น่าสนใจกว่า คือเรื่องทุจริตโรลส์-รอยซ์ เหตุเกิดที่ประเทศอังกฤษ แต่แรงสั่นสะเทือนบินตรง Non stop มาถึงเมืองไทยอย่างรวดเร็ว ด้วยเครื่อง TG พุ่งเป้าตรงไปที่การบินไทย และ ปตท. แรงครั้งนี้แม้จะสั่นสะเทือนยิ่งกว่าแผ่นดินไหว แต่สภากาแฟส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว จะเป็นมวยล้มต้มคนดู เพราะดูจากปฏิกิริยาของทั้งภาครัฐและในองค์กรเองเรียกได้ว่าเป็นการชกที่ไม่สมศักดิ์ศรี

เรามาว่ากันด้วยเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่ออีกสักครั้ง

เราว่ากันด้วยเรื่องของตำรวจ ต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมที่สังคมไม่ไว้วางใจ แต่ยังคงรักษา วิธีการทำงานในรูปแบบเดิมได้ไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีความพยายามในการปฏิรูปตำรวจ แต่ก็ไปไม่ถึงไหนเมื่อตำรวจเองไม่ยอมปฏิรูป ยังคงหลงใหลเครื่องแบบสีกากีที่มีอำนาจหา มีช่องทางหาเงินสร้างความร่ำรวยได้อย่างง่ายๆ นักการเลือกตั้งก็เกรงใจ

จากต้นน้ำเมื่อมาถึงกระบวนการยุติธรรมกลางน้ำ คือ พนักงานอัยการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน องค์กรอัยการถูกมองอย่างไม่ไว้วางใจในยุครัฐบาลเลือกตั้ง โดยเฉพาะอัยการเรืองอำนาจอย่างมากในยุครัฐบาลชิน รัฐบาลเลือกตั้งไม่ว่าฝ่ายเทพฝ่ายมาร ผู้มีอำนาจชอบที่จะใช้งานอัยการ ยืมตัวไปเป็นที่ปรึกษากฎหมาย เป็นทีมกฎหมายหน้าห้องรัฐมนตรี นักการเมืองจึงมีคอนเนกชั่นที่ดีกับอัยการ รัฐมนตรีที่มาจากนักการเมืองต่างจังหวัด จะเริ่มรู้จักสนิทสนมกับอัยการในจังหวัด และต่อเนื่องกันมาจนท่านอัยการเป็นใหญ่เป็นโต นอกจากจะทำงานให้นักการเมืองแล้ว อัยการในยุคก่อนยังได้รับการปูนบำเหน็จ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะมีผลประโยชน์ตอบแทนมากมายนอกเหนือจากเงินเดือน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบินไทย ปตท. ท่าอากาศยาน ฯลฯ รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยินดีที่จะให้อัยการเข้ามาเป็นบอร์ดของบริษัท เพราะเท่ากับได้ทนายแผ่นดินมาอยู่ข้างๆ

ต้องยอมรับว่าเหตุผลหนึ่งที่ทั้งนักการเมืองและรัฐวิสาหกิจชอบที่จะให้พนักงานอัยการไปนั่งเป็นที่ปรึกษา เป็นบอร์ด เพราะอัยการมีประสบการณ์จริงในทางคดีเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และที่สำคัญเป็นผู้มีอำนาจสั่งคดีอาญาได้

ฉะนั้นคดีอาญาของนักการเมือง หรือลูกนักการเมืองที่ชอบเที่ยวผับเที่ยวบาร์ รวมถึงคดีของกรรมการรัฐวิสาหกิจ จึงมักจบลงที่ชั้นอัยการ หรือไม่ก็สั่งไม่อุทธรณ์ฎีกาซะงั้น หรือไม่ก็แกล้งไร้ฝีมือในชั้นศาล จนคดีทำให้ศาลยกฟ้อง

มีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในการพิจารณาคดีการถือหุ้นชินคอร์ป ในการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดหนึ่ง เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล อัยการท่านไม่ถามพยานในสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ไม่นำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรงประเด็นต่อศาล เรียกได้ว่า ท่านขึ้นเวทีแต่ไม่ยอมปล่อยหมัด ปล่อยให้ทนายจำเลยชกอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งแม้สำนวนการสอบสวน จะถูกนำเสนอศาลทั้งหมด แต่เอกสารสำนวนมีจำนวนมาก ข้อความที่เรียงร้อยในเอกสารยากแก่การเข้าใจ ในทางนำสืบจึงต้องมีพยานมาอธิบายความเป็นมาเป็นไป

แต่ตามกระบวนการ เพื่อไม่ให้น่าเกลียดจนเกินไป อัยการท่านต้องนำกรรมการท่านหนึ่งขึ้นเบิกความ เพื่อให้เห็นว่า อัยการทำตามหน้าที่ไม่บกพร่อง ในการสืบพยานกรรมการนี้ก็เช่นกัน อัยการท่านก็คงถามเป็นพิธีไม่ได้พยายามให้พยานอธิบายข้อเท็จจริงให้ศาลเข้าใจถึงความเป็นมาของผู้ถือหุ้น

กรรมการท่านนี้ท่านรู้และเตรียมตัวไว้แล้วว่า เหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ ฉะนั้นหลังจากอัยการซักถามท่านเสร็จ ท่านได้ถามศาลว่า ศาลอยากจะฟังข้อเท็จจริงที่อัยการไม่ได้ถามหรือไม่ ถ้าอยากจะทราบท่านจะเล่าให้ฟัง

ท่านเปิดประเด็นเสียขนาดนี้ ศาลในระบบไต่สวน ท่านคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปิดโอกาสให้ท่านเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง ซึ่งท่านได้เตรียมเอกสารสรุปความเป็นมาเป็นไปของการถือหุ้นชินให้เข้าใจอย่างง่ายๆ แล้วยังทิ้งท้ายอีกว่าบริษัท วินมาร์ค ท่านไม่สามารถ หาข้อมูลได้ว่าใครเป็นเจ้าของ เนื่องจาก มีสัญญาไม่เปิดเผยความลับ ถ้าศาลอยากรู้ ขอให้เรียกพยานที่สามารถให้ข้อมูลได้มาเป็นพยานที่ศาล พยานสามารถเปิดเผยข้อเท็จจริงในศาลได้

ซึ่งคดีนี้ในที่สุดข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า บริษัท วินมาร์ค ซึ่งจดทะเบียนที่สิงคโปร์ เป็นผู้ถือหุ้นในชินคอร์ป ที่ไม่ยอมเปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของนั้น เมื่อมีการเบิกความที่ศาล ความจริงจึงถูกเปิดเผยว่า เจ้าของผู้มีอำนาจคือ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่ได้แจ้งเป็นทรัพย์สินไว้กับ ป.ป.ช. เป็นการซุกหุ้นครับ

นี่เป็นตัวอย่างของกระบวนการยุติธรรมกลางน้ำ ที่นอกจากมีหน้าที่จะตรวจสอบสำนวนการสอบสวนของตำรวจให้รัดกุมแล้ว ในการดำเนินคดีนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล ท่านจะต้องไม่ขี้เกียจ ไม่แกล้งโง่ ต้องทำหน้าที่ทนายแผ่นดินให้สมกับเป็นข้าราชการ

สุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม คือศาลยุติธรรม จะเป็นผู้กลั่นกรองคดีในชั้นสุดท้าย กฎหมายกำหนดให้เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาโดยเปิดเผย ด้วยความโปร่งใส
เปิดโอกาสจำเลยผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ได้ใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ด้วยหลักการที่ยึดถือกันตลอดมาว่า ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าเอาคนบริสุทธิ์ 1 คนติดคุก

ตั้งแต่สมัยเรียนกฎหมาย มีสถิติว่า กว่า 90% ศาลลงโทษจำเลยในคดีที่อัยการยื่นฟ้อง นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมต้นน้ำกลางน้ำทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่อาจารย์ที่สอนอาญาท่านบอกว่า ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ได้มีบันทึกเป็นสถิติไว้คือ คดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องมีจำนวนเท่าใด หรือคดีที่ผู้ต้องหาหลบหนีแต่ตำรวจไม่สามารถจับหรือตั้งใจไม่จับกุมจนคดีขาดอายุความนั้น มีจำนวนเท่าใด

การทำงานที่รอบคอบรัดกุมของตำรวจและอัยการ เป็นประเด็นที่ศาลยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจะเกิดความเคยชิน ท่านต้องไม่ทำงานตามความเคยชินกับคดี 90% ท่านต้องกลั่นกรองคดีเกือบ 10% ให้ดี

คดีครูแพะ ศาลชั้นต้นลงโทษ ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาลงโทษ พยานหลักฐานในสำนวนคงจะมีทั้งสองฝ่าย ประเด็นที่คนทั่วไปอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าดูเฉพาะผลคำพิพากษาของทั้ง 3 ศาล ชาวบ้านคงจะสงสัยว่า ความจริงเป็นอย่างไร ทำไมศาลจึงเห็นต่างกัน

นั่นเป็นความสงสัยของชาวบ้าน แต่จะเป็นความสงสัยของผู้พิพากษาหรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจตามกฎหมาย เป็นอิสระของผู้พิพากษาในการตัดสินคดี

แม้ดุลพินิจคือเครื่องมือสำคัญในการประสาทความยุติธรรมให้เหมาะสมในทุกคดี แต่ดุลพินิจต้องไม่ใช้ตามอำเภอใจ ดุลพินิจต้องอยู่ในกรอบที่อธิบายได้

คงมีความเห็นกับกระบวนการยุติธรรมปลายน้ำได้เท่านี้ล่ะครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ