
ขาดแคลนแรงงานอุตฯหรือแค่ต้องการลูกจ้างราคาถูก
ตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมา ปัญหาของผู้ส่งออกไทยกลับพลิกมุม 360 องศา จากการขาดแคลนออเดอร์ในตลาดต่างประเทศมาเป็นการขาดแคลนแรงงานเพื่อรองรับการผลิต.....
ตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมา ปัญหาของผู้ส่งออกไทยกลับพลิกมุม 360 องศา จากการขาดแคลนออเดอร์ในตลาดต่างประเทศมาเป็นการขาดแคลนแรงงานเพื่อรองรับการผลิต.....
โดย...วิทยา ปะระมะ
หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เริ่มคลายความรุนแรงและเศรษฐกิจโลกค่อยๆฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมา ปัญหาของผู้ส่งออกไทยกลับพลิกมุม 360 องศา จากการขาดแคลนออเดอร์ในตลาดต่างประเทศมาเป็นการขาดแคลนแรงงานเพื่อรองรับการผลิตในช่วงที่คำสั่งซื้อเริ่มทยอยกลับมาอีกครั้ง
เช่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมออกมาให้ข้อมูลว่าภาคอุตสาหกรรมไทยต้องการแรงงานแบบเหมาช่วง (ซับคอนแทรกต์) มากถึง 1 ล้านคน ในการรองรับการผลิตสินค้าในเดือนก.ย.–ต.ค. 2553 ที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากหรือล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เพิ่งให้ข้อมูลว่าภาคอุตสาหกรรมยานยนตร์ อิเล็กทรอนิกส์และอาหารแช่แข็งขาดแคลนแรงงานอีกประมาณ 1 แสนคน
ส่วนสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆก็ให้ข้อมูลการขาดแคลนแรงงาน สุดท้ายจบที่ข้อเสนอให้นำเข้าแรงงานต่างด้าวมาทดแทนกำลังแรงงานที่หายไป (รัฐบาลไทยเปิดให้ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบสุดท้ายเดือน ก.พ. และขณะนี้อยู่ระหว่างการจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเพื่อผลักดันกลับประเทศ)
ในทางกลับกันตัวเลขจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดหางานอย่างกระทรวงแรงงานกลับมีความต้องการแรงงานในระดับแสนคนเท่านั้น เช่นตัวเลขในเดือน ส.ค. มีสถานประกอบการต้องการแรงงาน อยู่ที่ 1.6 แสนอัตรา ขณะที่เดือนก.ค. มีความต้องการแรงงานอยู่ที่ประมาณ 1.37 แสนอัตรา
เหตุใดข้อมูลของหน่วยงานเหล่านี้จึงต่างกันลิบลับหลายสิบ % ขนาดนี้?
น.ส.ส่งศรี บุญบา รองอธิบดีกรมการจัดหางานตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขของภาคอุตสาหกรรมที่ยกขึ้นมานั้นเป็นตัวเลขการขาดแคลนแรงงานในภาพรวม ขณะที่ตัวเลขที่กรมการจัดหางานมีในวันนี้เป็นตัวเลขความต้องการแรงงาน ซึ่งมีความหมายต่างกัน
“ความต้องการแรงงานคือข้อมูลที่มีผู้ประกอบการมาแจ้งกับเราว่าต้องการคนงานเท่าใด ตำแหน่งใด ส่วนการขาดแคลนแรงงานหมายถึงว่ารับสมัครงานแล้วหาคนไม่ได้จริงๆ เราเคยเชิญสมาคมนายจ้างมาหารือและขอตัวเลขว่าที่ว่าต้องการกี่คน เพศอะไร การศึกษาระดับไหน อายุเท่าไร”
หลังจากได้ข้อมูลแล้วกรมการจัดหางานจะได้ส่งต่อให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดในพื้นที่ที่แจ้งความประสงค์ดำเนินการหาคนให้ตรงตามสเปคต่อไป
หากประชาสัมพันธ์แล้ว 1-2 เดือนก็ยังไม่มีคนมาสมัครก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าเหตุผลที่คนไม่มาสมัครเพราะอะไร เช่น ค่าจ้างไม่จูงใจ สภาพการทำงานไม่เหมาะสม ที่ทำงานไกลบ้านหรือคนมีงานอื่นให้ทำอยู่แล้ว
“ถ้าไม่มีคนมาสมัครงานก็ต้องสรุปสาเหตุว่าขาดเพราะอะไร ถ้าค่าแรงไม่จูงใจ สภาพการทำงานสกปรก อย่างนี้ไม่ใช่การขาดแคลนแรงงานและนายจ้างก็ต้องปรับปรุงตัว แต่ถ้าเงื่อนไขการทำงานดี เงินดี สวัสดิการดีทุกอย่างแต่ยังไม่มีคนมาทำงานอย่างนี้แปลว่าเกิดการขาดแคลนแรงงานจริงๆแล้วเราถึงจะไปดูเรื่องการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่บอกว่าขาดแคลนแรงงานแล้วเรียกร้องให้ใช้แรงงานต่างด้าวเลย”
ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้เชิญสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยมาหารือ และพบว่าตัวเลขความต้องการแรงงานอยู่ในหลักพันเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยต้องการแรงงาน 5,000 คน อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ต้องการ 6,000 คน
ขณะนี้กรมการจัดหางานอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดหากำลังแรงงานให้ได้ตามที่แต่ละอุตสาหกรรม และเร็วๆนี้ก็จะหารือกับสมาคมยานยนตร์ สมาคมแปรรูปอาหารและสมาคมแปรรูปอาหารทะเลว่าจริงๆแล้วมีความต้องการแรงงานเท่าใดกันแน่
“ไม่ได้บอกว่าภาคอุตสาหกรรมไม่ต้องการขึ้นค่าแรงเลยจะเอาแรงงานต่างด้าวราคาถูกมาทำงานนะ เพราะบางอุตสาหกรรมก็บอกว่าเอาแรงงานต่างด้าวเข้ามาก็มีต้นทุนแถมต้องให้ค่าแรงขั้นต่ำเท่ากับแรงงานไทย แต่บางอุตสาหกรรมเขาอาจมีแรงงานต่างด้าวในสต๊อกแต่มาขึ้นทะเบียนไม่ทัน เรื่องพวกนี้เราไม่รู้”
อย่างเช่นช่วงต้นปี กระทรวงแรงงานเคยสำรวจความต้องการแรงงานกับสภาอุตสาหกรรม ตัวเลขออกมาที่ 1.7 หมื่นอัตราเองแต่เวลาออกข่าวบอกว่าขาดแรงงานเป็นแสนแล้วสรุปว่าต้องเอาแรงงานต่างด้าวเข้ามา
รองอธิบดีกรมการจัดหางานทิ้งท้ายว่าขอเวลาทำงานอีกไม่เกิน 3 เดือนเพื่อหาข้อมูลและพิสูจน์ดูว่าสาเหตุที่แรงงานไม่มาทำงานในภาคอุตสาหกรรมจริงๆแล้วเกิดจากอะไรกันแน่







