
RCEP งานยาก อินเดียก้างใหญ่
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ภายหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ลงนามคำสั่งพิเศษเพื่อยืนยันถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) อย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานนี้ หลายชาติเอเชีย จึงหันไปเดินหน้าข้อตกลงการค้าเสรีอื่น เช่น ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่มีจีนเป็นแกนนำแทน
แม้ว่าอาร์เซ็ปยังไม่สามารถมาแทนที่ทีพีพีได้ เนื่องจากให้ประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนน้อยกว่า โดยมุ่งลดภาษีนำเข้าสินค้าเป็นหลักและครอบคลุมสัดส่วนการค้าโลกราว 30% น้อยกว่าทีพีพีที่คิดเป็นราว 40% ของสัดส่วนการค้าโลก แต่อาร์เซ็ปถือเป็นโอกาสส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ประเทศเอเชียที่เป็นสมาชิกทีพีพีจึงหวังผลักดันการบรรลุข้อตกลงอาร์เซ็ป หลังเริ่มมองไม่เห็นอนาคตของทีพีพีแล้วในขณะนี้
มาเลเซียจัดเป็นประเทศสมาชิกทีพีพีแรกๆ ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการเดินหน้าอาร์เซ็ปต่อ โดยระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีโอกาสขยายการส่งน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เป็นสินค้าหลักของประเทศเข้าไปขายในตลาดจีนและอินเดียที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,500 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่กว่าทีพีพีที่มีประชากรราว 800 ล้านคน ด้านสิงคโปร์เองประกาศมุ่งเจรจาอาร์เซ็ปและข้อตกลงการค้าเสรีอื่นๆ เช่นกัน
อย่างไรก็ดี การบรรลุข้อตกลงอาร์เซ็ป ซึ่งเริ่มเปิดฉากเจรจามานับตั้งแต่ปี 2012 ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากความหลากหลายทางเศรษฐกิจของ 16 ประเทศที่เข้าร่วมเจรจา และการให้ลำดับความสำคัญกับประเด็นต่างๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ยังคงเจรจายังคงไม่ลงตัว จนประเทศสมาชิกต้องเลื่อนเวลาการบรรลุข้อตกลง โดยล่าสุดเลื่อนจากภายในเดือน ธ.ค. 2016 มาเป็นภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญที่ยังขัดขวางการบรรลุข้อตกลงอาร์เซ็ปคงหนีไม่พ้น “อินเดีย” หนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยปัญหาที่ทำให้อินเดียยังไม่เข้าร่วมอาร์เซ็ปอย่างเต็มที่นั้น คือประเด็นเรื่องอัตราภาษีศุลกากร การเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือข้ามพรมแดน รวมถึงการไม่ต้องการเปิดเสรีภาคส่วนธุรกิจต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาจีนเป็นแกนนำการเจรจาอาร์เซ็ปนั้นกดดันให้อินเดียหยุดขัดขวางอาร์เซ็ปมาโดยตลอด
สื่ออินเดียหลายแห่งรายงานว่าอินเดียมีมุมมองลบต่อการเจรจาอาร์เซ็ป เนื่องจากภาคธุรกิจมองว่ายังไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเข้าร่วมข้อตกลงการค้าดังกล่าว โดยไลฟ์มินต์เว็บไซต์ข่าวอินเดียรายงานอ้างสภาวิจัยเศรษฐกิจประยุกต์แห่งชาติของอินเดียว่า การเข้าร่วมอาร์เซ็ปนั้นช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียได้เพียง 1.3%
ขณะที่ประเด็นเรื่องการหั่นอัตราภาษีนำเข้าเป็นปัญหาหลักที่ทำให้อินเดียยังไม่โดดร่วมวงอาร์เซ็ปอย่างเต็มที่ โดยอินเดียคัดค้านการลดภาษีนำเข้ามาอยู่ที่ 0% ของประเทศอาร์เซ็ปก่อนหน้านี้ เนื่องจากต้องการปกป้องความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เนื่องจากไม่ต้องการให้สินค้าราคาถูกจากประเทศสมาชิกอาร์เซ็ป อื่นๆ โดยเฉพาะจากจีนไหลทะลักเข้าสู่ประเทศ โดยเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา อินเดียขาดดุลการค้ากับจีน 5.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.86 ล้านล้านบาท) และมีแนวโน้มจะขาดดุลมากยิ่งขึ้น หากอินเดียต้องปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลงมาอยู่ที่ต่ำกว่า 3% หรือ 0%
ก่อนหน้านี้ อินเดียเสนอปรับลดภาษีนำเข้าเหลือ 42.5% สำหรับจีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ 65% สำหรับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และ 80% สำหรับประเทศอาเซียน โดยการเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่แตกต่างกันของอินเดียส่งผลให้ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมเจรจารู้สึกไม่พอใจ เนื่องจากต้องการให้อัตราภาษีดังกล่าวเท่ากันหมดสำหรับทุกประเทศ
ทั้งนี้ การคัดค้านการหั่นอัตราภาษีศุลกากรทำให้ล่าสุด จีนออกมาโจมตีอินเดียเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยโกลบอลไทม์สกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน แสดงความเห็นวิจารณ์อินเดียว่าเป็นคู่เจรจาที่เอาใจยากและมีท่าทีปกป้องการค้า
โกลบอลไทม์ส แนะว่าอินเดียควรเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น หากต้องการรักษาระดับการขยายตัวที่ยั่งยืนและเพิ่มอิทธิพลในระดับภูมิภาค ขณะที่ยังโน้มน้าวว่าการเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีอย่างอาร์เซ็ปไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอินเดียได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายซัพพลายเชนทั่วเอเชียด้วย
ความเห็นดังกล่าวจากสื่อจีนสอดคล้องกับ ฌอน คิง รองประธานบริษัทกลยุทธ์พาร์ค สแทรเทจีส์ ในสหรัฐ ที่กล่าวว่าอินเดียมีท่าทีแข็งกร้าวต่อการเปิดเสรีตลาดภายในประเทศมาโดยตลอด แม้กระทั่งต่อประเทศพันธมิตรหลายแห่งของอินเดียก็ตาม
นอกเหนือจากเรื่องภาษีนำเข้าแล้ว อินเดียยังยืนกรานผลักดันวีซ่าเสรี เพื่อเปิดทางให้แรงงานทักษะสูงของอินเดีย โดยเฉพาะในภาคบริการสามารถทำงานข้ามพรมแดนได้ภายใต้ข้อตกลงอาร์เซ็ป ซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงข้ามกับประเทศอาร์เซ็ปหลายแห่ง โดยเฉพาะในอาเซียนที่ยังไม่ต้องการเปิดกว้างตลาดแรงงานอย่างเต็มที่ เนื่องจากวิตกว่าแรงงานอินเดียจะเข้ามาแย่งงานภายในประเทศ
แม้อินเดียจะเป็นคู่เจรจาที่รับมือได้ยาก แต่จีนยังต้องการดึงอินเดียมาเข้าร่วมอาร์เซ็ป เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดอันดับ 6 ของโลก และเป็นความหวังเรื่องตลาดบริโภคภายในประเทศ จากฐานของประชากรถึงกว่า 1,200 ล้านคน ซึ่งเห็นได้จากการที่หลายประเทศอาร์เซ็ป เช่น มาเลเซียหวังเพิ่มการส่งออกไปยังอินเดียและนิวซีแลนด์ หนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมการเจรจาต้องการสานสัมพันธ์เศรษฐกิจกับอินเดียเป็นหลัก จึงอาจกล่าวได้ว่าอาร์เซ็ปที่ไม่มีอินเดียนั้นคงน่าดึงดูดใจน้อยลง ไม่ต่างจากทีพีพีที่ไม่มีสหรัฐ
ปัญหายุ่งยากสกัดอาร์เซ็ปอีกประการ คือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นผู้ผลักดันประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น และจำกัดการเข้าถึงยารักษาโรคราคาถูกสำหรับพลเมืองหลายประเทศ โดยอินเดียที่ถือเป็นแหล่งผลิตยารายใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา ออกโรงคัดค้านประเด็นดังกล่าวอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากบริบทที่อาร์เซ็ปจะสามารถช่วงชิงความเป็นผู้นำและได้เปรียบเหนืออีกหลายประเทศ ในวันที่ทีพีพีไม่มีอนาคต นาฟต้ากำลังสุ่มเสี่ยง ยุคของข้อตกลงลงการค้าพหุภาคีขาลง และซ้ำด้วยความเสี่ยงที่โลกอาจเผชิญยุคการกีดกันทางการค้าจนสร้างความปั่นป่วนตามมา ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลุ่มประเทศอาร์เซ็ปหันมามุ่งเจรจาเพื่อบรรลุผลให้ได้อีกครั้งก็เป็นได้







