
ถึงเวลาเอกชนลงทุน
ภายหลังจากการออกแรงเรียกร้องกันเล็กน้อย รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็ยอมที่จะต่ออายุมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศและไม่ได้ต่ออายุเพียง 6 เดือน ตามที่เอกชนร้องขอเท่านั้น แต่ต่ออายุไปถึง 1 ปี คือตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 และไปสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2560
ภายหลังจากการออกแรงเรียกร้องกันเล็กน้อย รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็ยอมที่จะต่ออายุมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศและไม่ได้ต่ออายุเพียง 6 เดือน ตามที่เอกชนร้องขอเท่านั้น แต่ต่ออายุไปถึง 1 ปี คือตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 และไปสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2560
ถือเป็นความใจกว้างอย่างมากของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเร่งลงทุนในปีนี้ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แม้จะมีการลดสิทธิประโยชน์ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายที่จ่ายไป เพื่อการลงทุนในทรัพย์สินได้ 1.5 เท่า แทนที่จะเป็น 2 เท่าเหมือนมาตรการก่อนหน้าก็ตาม และยังให้สิทธิกับทรัพย์สินที่เอกชนลงทุนใช้จ่ายและได้สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า เพื่อลดหย่อนภาษีที่สิ้นสุดไปเมื่อสิ้นปี 2559 อีกด้วย หากยังจ่ายเงินลงทุนไม่ครบถ้วน
ขณะที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะสูญรายได้จากมาตรการนี้ประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการต่ออายุมาตรการภาษีครั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าภาคเอกชนมีการลงทุนจริงตาม
ที่ร้องขอการต่ออายุมาตรการภาษีนี้ไว้
ด้วยเหตุที่ว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ การส่งออกมีปัญหาทรุดตัวลงอย่างแรง จากปัญหาเศรษฐกิจโลกซบเซา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนแทบจะไม่ขยายตัว โดยตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า การลงทุนภาคเอกชนปี 2558 หดตัว 2% ขณะที่ 9 เดือนแรกปีก่อน การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพียง 0.9% ภาระหนักจึงตกอยู่กับการลงทุนภาครัฐมาโดยตลอด
ที่ผ่านมา การลงทุนภาครัฐเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และยังเป็นภาระหนักต่อเนื่องมาถึงปีนี้ โดยรัฐบาลมีการเพิ่มงบประมาณกลางปีอีกถึง 1.9 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุนของภาครัฐที่กระจายไปตามกองทุนหมู่บ้านและกลุ่มจังหวัด 1.7 แสนล้านบาท แต่การปล่อยให้ภาครัฐรับภาระฝ่ายเดียว ย่อมจะทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถโตเต็มศักยภาพได้ เพราะการลงทุนภาครัฐคิดเป็นเม็ดเงินสัดส่วนไม่มากในระบบเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถเร่งการลงทุนภาคเอกชนให้ขยับขึ้นมาให้สอดรับกัน จะทำให้เกิดปัญหาฐานะการคลังในระยะยาวได้ เพราะรัฐจะไม่สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีมารองรับได้ทันกับค่าใช้จ่ายและหนี้ที่เพิ่มขึ้นมา
ภาคเอกชนจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกแรงหนึ่ง โดยเฉพาะในครั้งนี้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังยอมที่จะต่อมาตรการลดภาษีกระตุ้นการลงทุนให้แล้ว ขณะที่หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เรียกร้องให้มีการต่ออายุได้ให้ข้อมูลแก่รัฐบาล ว่าปีนี้ผู้ประกอบการจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ก็ควรมีส่วนร่วมในการลงทุนในประเทศเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง โดยอาจปรับแผนการลงทุนในต่างประเทศช่วง 2-3 ปีนี้ใหม่ เพื่อมาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะเม็ดเงินลงทุนของธุรกิจใหญ่เหล่านี้ ส่งแรงกระเพื่อมและผลเป็นทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจได้มากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดอื่น สร้างการจ้างงานได้มากกว่า ส่งผลต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้สูงกว่า
การร่วมมือด้านการลงทุนในรูปแบบนี้ จึงจะทำให้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนของรัฐไม่เสียเปล่า และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยอีกด้วย







