
สหรัฐล้มทีพีพี เปิดโอกาสจีนรุกคืบเอเชีย
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ใช้อำนาจพิเศษของประธานาธิบดีลงนามถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) อย่างเป็นทางการตามสัญญา โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองว่า การถอนตัวจากทีพีพี รวมถึงจุดยืนการต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ จะเปิดโอกาสให้จีนได้ขยายอิทธิพลทางการค้าผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
“พวกเราควรสนับสนุนการค้าเสรีและการลงทุนอย่างเสรีทั่วโลก สนับสนุนเสรีภาพแห่งการลงทุนและการค้า รวมถึงควรอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดกว้างและปฏิเสธลัทธิปกป้องการค้า” ประธานาธิบดี
สีจิ้นผิงของจีน กล่าวในที่ประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ) เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา
การกล่าวสุนทรพจน์ของสีจิ้นผิงในครั้งนั้น เป็นการแสดงจุดยืนที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับทรัมป์อย่างชัดเจน และจีนพร้อมจะสนับสนุนการค้าเสรี โดยหลายประเทศที่ไม่อาจพึ่งพาทางการค้ากับสหรัฐได้เต็มหน่วงเหมือนสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ต้องมองหาคู่ค้าเสียใหม่ เช่น เวียดนามที่ควรจะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปิดประตูสู่ผู้บริโภคสหรัฐด้วยทีพีพี
นายกรัฐมนตรี เหวียนซวนฟุก ของเวียดนาม เดินทางไปเยือนจีนเป็นเวลา 6 วัน เมื่อเดือน ก.ย. 2016 โดยทั้งสื่อจีนและเวียดนามต่างสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติอย่างใกล้ชิด หลังเคยกระทบกระทั่งใหญ่ในปี 2014 ซึ่งจีนเข้าไปตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันทางทะเลอันเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของเวียดนามโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วนประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าหาจีนอย่างชัดเจน คงหนีไม่พ้นฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต โดยจีนและฟิลิปปินส์ต่างยืนยันความร่วมมือในหลากหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง โทรคมนาคม และความเป็นอยู่ประชาชน เป็นต้น มูลค่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 แสนล้านบาท) ระหว่างที่ทีมรัฐมนตรีคลังของฟิลิปปินส์เดินทางเยือนจีนเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับทั้งอาเซียน ซึ่งคิดเป็น 10 ชาติ จาก 16 ชาติในอาร์เซ็ปนั้น จีนถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญหลายหนึ่ง โดยเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่สำคัญเป็นอันดับ 2 นอกเหนือไปจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยคิดเป็นมูลค่าการส่งออก 1.34 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.7 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 11% ของการส่งออกทั้งหมด เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองชาติที่ยกตัวอย่างในข้างต้น ก็ยังมีปัญหาที่สร้างความไม่สบายใจอย่างมากในประเด็นของพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว โดยความขัดแย้งดังกล่าวยังเคยนำไปสู่การปะทะทางการทหารมาแล้ว เช่น ในปี 1974 ระหว่างจีนและเวียดนามเหนือเกาะพาราเซล
แม้เวียดนามจะเข้าหาจีนมากขึ้น แต่ก็ยังเข้าหาพันธมิตรอื่นๆ ในเอเชียด้วย อย่างเช่นญี่ปุ่น ที่เวียดนามพยายามจะดึงเข้ามาช่วยในด้านความมั่นคง โดยนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เดินทางเยือนเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกระชับความร่วมมือด้านทะเลจีนใต้
สถานการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับหลายประเทศในอาเซียนที่ต้องสร้างสมดุลอำนาจให้ดี สอดคล้องกับโจเซฟ หลิว คณบดีสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ เอส ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า อาเซียนซึ่งประสบปัญหาคล้ายคลึงกันกำลังพิจารณาประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากจีนและสหรัฐ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และรัสเซีย โดยการเลือกดังกล่าวขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ
นอกเหนือไปจากอาเซียน ประเทศอื่นก็มีความสัมพันธ์กับจีนในรูปแบบ “ทั้งรักทั้งเกลียด” ไปด้วยไม่ต่างกัน เช่น เกาหลีใต้ ที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจกับจีน แต่ก็มีปัญหากระทบกระทั่งในเรื่องเกาหลีเหนือ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ประสบสถานการณ์ไม่ต่างกัน จากกรณีข้อพิพาททะเลจีนตะวันออก โดยเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างเป็นสมาชิกอาร์เซ็ป
ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้นที่จะเป็นอุปสรรคต่อการขยายอิทธิพลของจีน แต่ปัญหาภายในประเทศก็เป็นหนึ่งในอุปสรรคด้วยเช่นกัน โดยในด้านเศรษฐกิจ การนำเข้าของจีนปรับลดลงไป 5.5% ไปในปี 2016 ต่อเนื่องจากปี 2015 ที่ลดลงไปแล้ว 13.2% แสดงให้เห็นแรงซื้อจากจีนที่ปรับลดลงไป
เศรษฐกิจจีนมีปัญหามากมายที่ยังรอการแก้ไข โดยแม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถขยายตัวได้ 6.7% ตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 6.5-7% แต่ก็เป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 26 ปี หลังรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงตามเป้า ท่ามกลางปัญหาหนี้มหาศาล ซึ่งธนาคารยูบีเอสประเมินว่า เพิ่มขึ้นมากจากปี 2015 ที่ 254% ต่อขนาดเศรษฐกิจ เป็น 277% ในปี 2016
หากเศรษฐกิจจีนไปได้ไม่สวยนัก จะเป็นการกดดันแรงซื้อและการนำเข้าของประเทศไปในท้ายที่สุด
ไม่ใช่แค่แรงซื้อจากจีน แต่การค้าโลกในปีก่อนเผชิญกับการชะลอตัวจนต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ปริมาณการค้าโลกในปีก่อนเติบโตเพียง 1.9% เทียบกับ 2.6% เมื่อปี 2015 และ 3.7% เมื่อปี 2014
ขณะเดียวกัน แม้ทรัมป์จะพาสหรัฐถอนตัวจากทีพีพี แต่อาเซียนก็ยังได้รับความสนใจจากสหรัฐอยู่ โดย ฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า หากการปกป้องพื้นที่ในทะเลจีนใต้จากจีนจะเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐ สหรัฐก็พร้อมที่จะเข้าปกป้องผลประโยชน์ดังกล่าว
อาเซียนยังเป็นจุดหมายการส่งออกของสหรัฐ โดยอาเซียนมีการนำเข้าสินค้าและบริการจากสหรัฐรวมถึง 8.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา
ส่วนจีนนั้น แม้การค้าขาดดุลของสหรัฐกับจีนจะมากถึง 3.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา แต่จีนยังเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกสำคัญของสหรัฐ เป็นอันดับ 3 รองจากแคนาดาและเม็กซิโก ด้วยมูลค่าการส่งออกไปยังจีนที่ 1.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ในระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ย. 2016
ดังนั้น หนทางสู่ผู้ทรงอิทธิพลโลกของจีนจึงไม่ยากเช่นแต่ก่อน แต่ก็ใช่จะง่ายดาย ด้วยอุปสรรคทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงการถอนตัวจากทีพีพีของสหรัฐ ก็ยังไม่ได้หมายถึงการทิ้งเอเชียที่ยังเต็มไปด้วยผลประโยชน์ของสหรัฐอย่างสิ้นเชิง







