เสริมทีมปรองดอง ลบภาพทหาร เพิ่มความเชื่อมั่น
แนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ตามนโยบาย 66/23 และ 66/25 ช่วงที่ พล.อ.เปรม ถูกนำมาปัดฝุ่นเป็นแนวทางที่จะต่อยอดนำมาสร้างความปรองดองรอบใหม่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง ตามนโยบาย 66/23 และ 66/25 ช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อยุติสงครามคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลในช่วงนั้น ถูกนำมาปัดฝุ่นเป็นแนวทางที่จะต่อยอดนำมาสร้างความปรองดองรอบใหม่
ตามแนวคิดของคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธาน ที่ออกตัวเริ่มเดินหน้าทำงานไปแล้ว
เริ่มตั้งแต่การส่งหนังสือไปยัง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เพื่อขอข้อเสนอเพิ่มเติมต่อแนวทางสร้างความปรองดอง
อีกด้านหนึ่งยังเตรียมนำรายงานการศึกษา 9 ฉบับ ที่เคยทำไว้ในอดีต ทั้งรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า รายงานและร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต สส.พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน รายงานการสร้างความปรองดอง ฉบับที่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธาน มาพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในรอบนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาเริ่มต้นใหม่
ปัญหาอยู่ที่การปัดฝุ่นแนวคิด 66/23 และ 66/25 ถูกเบรกโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการปรองดอง ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)
พล.อ.ประวิตร ระบุว่า จะไม่ใช้วิธีการดังกล่าว เพราะแนวทางของตนเองจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย แต่เน้นการสร้างความเข้าใจของทุกฝ่าย เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
เส้นทางปรองดองจึงต้องกลับมาโฟกัสผ่านกลไก ป.ย.ป. และคณะทำงานชุดย่อย โดยเฉพาะคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งประกาศว่าจะดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความปรองดองไม่เฉพาะพรรคการเมืองหรือกลุ่มสีเสื้อต่างๆ
ส่วนหนึ่งเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่าจากรายชื่อคณะกรรมการ 19 คนที่ปรากฏนั้นเป็นทหารเสียส่วนใหญ่ จนอาจทำให้เส้นทางการปรองดองที่วางไว้ต้องสะดุดไม่เป็นตามเป้าหมาย
อีกทั้งด้วยสถานะตัวแทนของกองทัพและ คสช.ที่ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้ง ย่อมไม่มีความเป็นกลางที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพสะสางปัญหาสร้างความปรองดอง หรือทำให้ผลการดำเนินการของการปรองดองออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้
ยังไม่รวมกับอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่อาจเป็นแรงบีบทำให้คู่ขัดแย้งฝั่งการเมืองต้องยอมร่วมกระบวนการปรองดองแบบเสียไม่ได้ โดยเฉพาะเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งที่ต้นตอปัญหาอย่างแท้จริง ความปรองดองที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นเพียงแค่ความปรองดองแบบชั่วครู่ชั่วคราว เมื่อรัฐบาล คสช.พ้นจากอำนาจไปแล้วความขัดแย้งย่อมหวนกลับคืนมา
สุดท้ายทำให้ทาง ป.ย.ป.ต้องหาทางออกด้วยการดึงเอาคนนอกที่มีความหลากหลายทั้งประชาชนทั่วไป นักธุรกิจ นักวิชาการ เพื่อมาเพิ่มความเชื่อมั่นในการสร้างความปรองดอง
สะท้อนผ่านคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ที่ระบุว่า ที่ผ่านมาเหล่าทัพตั้งใจทำงานด้านความมั่นคง เพราะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องทหาร แต่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศมั่นคง เกิดความสงบและเป็นสุข
“ขอฝากทุกคนช่วยกันทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ งานปรองดองก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ไเกิดความปรองดอง ไม่ใช่แค่กอดคอกันแต่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีกติการ่วมกัน โดย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม กำลังดำเนินการเรื่องรายชื่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราจะดำเนินการนอกลู่นอกทาง ถ้ามีกติกาทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปได้”
ที่สำคัญการจะฟื้นความเชื่อมั่นให้คณะกรรมการปรองดองนั้น จำเป็นจะต้องดึงคนกลางมาร่วมทีมทั้งที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความรู้ความสามารถ ตลอดจนคนที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองมาก่อน รวมทั้งบุคคลที่มีต้นทุนสูงเพียงพอที่จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายซึ่งแน่นอนว่าหาได้ไม่ง่าย
ไม่แปลกที่จะปรากฏชื่อ ทั้ง ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส คณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คอป. ไปจนถึง อานันท์ ปันยารชุน ที่อยู่ระหว่างการทาบทามมาร่วมเป็นมือทำงานสร้างความปรองดอง
การสร้างความเชื่อมั่นในเวลานี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีส่วนในการสะท้อนเส้นทางความปรองดองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่


