posttoday
โจทย์เศรษฐกิจ

โจทย์เศรษฐกิจ

24 มกราคม 2560

ตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย เพิ่มขึ้นไม่ถึง 5% มาเป็นเวลานานมากกว่า 5 ปีแล้ว ขยายตัวได้เกิน 3% ก็นับว่าดีมากแล้ว ซึ่งอัตราการเติบโตนี้ถือว่าไม่ได้เลวร้าย แต่หากเทียบกับอัตราการขยายตัวของประเทศเพื่อนบ้านนับว่าไม่ดีนัก

ตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย เพิ่มขึ้นไม่ถึง 5% มาเป็นเวลานานมากกว่า 5 ปีแล้ว ขยายตัวได้เกิน 3% ก็นับว่าดีมากแล้ว ซึ่งอัตราการเติบโตนี้ถือว่าไม่ได้เลวร้าย แต่หากเทียบกับอัตราการขยายตัวของประเทศเพื่อนบ้านนับว่าไม่ดีนัก

รัฐบาลไทยภูมิอกภูมิใจว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้เลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่เพราะตัวเลขที่ประกาศออกมาก็ยังพอไปได้ แถมยังโชว์ว่า การลงทุนภาครัฐขยายตัวสูงมาก เป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ทดแทนการลงทุนของเอกชนที่หายไป

ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังดูดี อาจใช้ไม่ได้กับเศรษฐกิจระดับครัวเรือน เพราะขณะนี้หากไปสอบถามประชาชนส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนกันว่า เศรษฐกิจไทยดีจริงหรือ เพราะว่าครัวเรือนไม่มีเงินออม จะใช้จ่ายเพิ่มก็ไม่มีเงิน ขณะที่รายได้ก็ไม่เพิ่มขึ้นจากการลดค่าใช้จ่ายของนายจ้าง ดังนั้นการบริโภคครัวเรือนจึงไม่ขยายตัวมากเท่าที่ควร

คำถามที่เกิดขึ้นในหมู่นักธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประชาชนที่มีรายได้ระดับปานกลางและระดับล่างคือ เงินหายไปไหน ทำไมเงินไม่สะพัดในระบบเศรษฐกิจ ทั้งที่เศรษฐกิจก็ยังดี มีอัตราการขยายตัวอยู่

นอกจากนี้ กำไรของบริษัทเอกชน โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อัตราการทำกำไรยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่ดี ประเมินผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ไทยปี 2559 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 25% จากปี 2558

สำหรับกำไรของ บจ.ในปีนี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทั้งหลายคาดกันว่า จะมีกำไรสุทธิรวมกัน 8.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5% นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยที่ทำให้ บจ.มีกำไรเพิ่มมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของภาครัฐที่ผลักโครงการลงทุนขนาดใหญ่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การบริหารและปรับโครงสร้างบริหารของ บจ.ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้นจากปีก่อน เป็นต้น

แต่กำไรต่างๆ นานานี้ แม้จะมีเพิ่มขึ้นก็ต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า เงินเหล่านี้หายไปไหน ไม่ได้ไหลเวียนกลับมาในระบบเศรษฐกิจหรือเปล่า จึงทำให้ประชาชนรู้สึกฝืดเคืองจนไม่มีกำลังที่จะใช้จ่าย ซึ่งเงินที่ไม่ไหลกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องหาต้นเหตุให้ได้ว่าทำไมเงินจึงไม่หมุนเวียน

สาเหตุหนึ่งที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เงินไม่หมุนคือ การไม่ลงทุนของภาคธุรกิจ ที่เมื่อมีกำไรก็เก็บเงินไว้ก่อนไม่ยอมลงทุนเพราะไม่เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจในระยะเวลาข้างหน้าจะดีหรือไม่ โดยเฉพาะมีปัจจัยผันผวนมากทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น การกีดกันทางการค้าที่ทำให้การส่งออกจะไม่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

ส่วนการลงทุนโครงการของรัฐที่มั่นใจว่าจะทำให้เงินลงไปสู่กลุ่มผู้ใช้แรงงานมากขึ้น ก็อาจจะไม่ทำให้รากหญ้ามีเงิน เพราะแรงงานที่รับเหมาก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อมีเงินก็ส่งเงินกลับบ้านส่งออกเงินไปต่างประเทศ กินใช้ในประเทศไทยก็ไม่มาก

หากรัฐยังตีโจทย์ไม่แตก ปล่อยให้สถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ภาวะเงินฝืดในหมู่คนชั้นกลางและคนระดับล่างก็ยังเกิดต่อไป และเศรษฐกิจไทยก็จะต้วมเตี้ยมอยู่อย่างนี้ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว