
เบรกประกันค่ารักษาข้าราชการ งบบาน รัฐคุมไม่อยู่
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดความพยายามของกระทรวงการคลังที่จะว่าจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการก็มีอันต้องแท้งไปอีกรอบหลังจากมีความพยายามในเรื่องนี้กันมาหลายครั้ง และทุกครั้งก็ได้รับการต่อต้านอย่างมากจากข้าราชการและบุคลากรทางการแพทย์
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับว่า กระทรวงการคลังได้หยุดเรื่องการว่าจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการทั้งระบบออกไปก่อน เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งข้าราชการและบุคลากรทางการแพทย์แสดงความไม่เห็นด้วย โดยระหว่างนี้ก็ทำได้แค่ศึกษาแนวทางไว้เท่านั้น
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้จุดประเด็นการว่าจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการอีกครั้ง เพราะต้องการควบคุมงบประมาณค่าใช้จ่ายไม่ให้ขยายตัวจนกลายเป็นภาระการคลังในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาจากการรั่วไหลจากการจ่ายค่ารักษา ที่มักจะเกิดจากการรักษาคนไข้นอก โดยพบว่ามีข้าราชการจำนวนมากใช้วิธีเวียนเทียนหาหมอ เพื่อขอให้จ่ายยาราคาแพงจำนวนมากๆ และนำยาที่ได้ไปขายเพื่อเอากำไร
นอกจากนี้ ยังพบว่าการรั่วไหลเกิดจากหมอบางส่วนจ่ายยาให้แก่คนไข้ ทั้งที่คนไข้ไม่ได้มารับการรักษา ซึ่งทำให้รัฐเสียหายในแต่ละปีจำนวนมาก ขณะที่กรมบัญชีกลางแม้จะตรวจสอบได้บางกรณี แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่ หรือเครื่องมือเพียงพอ ทำให้การตรวจสอบเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดได้ในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้งบการรักษาพยาบาลบานปลาย เพิ่มมากขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 อยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท และปีงบประมาณ 2559 อยู่ที่ 7.1 หมื่นล้านบาท
และยิ่งย้อนเวลาไปนานกว่านั้น ในปี 2545 จะพบว่ามีค่ารักษาพยาบาลข้าราชการอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ผ่านมาประมาณ 15 ปี ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลขึ้นมาที่กว่าปีละ 7 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ในจำนวนนี้เป็นค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่เป็นผู้ป่วยนอกถึงปีละ 4 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของค่ารักษาทั้งหมด และค่ารักษาดังกล่าวนั้น 80% เป็นค่ายา ที่ส่วนใหญ่เป็นยานอกบัญชีหลักที่มีราคาแพง
ดังนั้น กระทรวงการคลัง แนวทางที่ศึกษาไว้ คือ การว่าจ้างเอกชน ซึ่งก็คือบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ น่าจะทำให้อุดช่องว่าง อุดรูรั่วดังกล่าวได้ ช่วยให้ภาระงบประมาณของประเทศอย่างน้อยไม่เพิ่มขึ้น หรือถ้าดีกว่านั้นก็ค่าใช้จ่ายลดลง
แต่แนวทางดังกล่าวก็พบการต่อต้านของข้าราชการ โดยอ้างว่าจะทำให้สิทธิการรักษาที่ได้รับลดลง ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่เห็นด้วย รวมถึงบริษัทยาที่จะเสียผลประโยชน์มากที่สุด รวมแล้วกลายเป็นการสร้างกระแสคัดค้านที่กระเพื่อมแรงขึ้น จนรัฐบาลต้องยอมถอย เบรกเรื่องนี้ไปอีกรอบ
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังเห็นปัญหาภาระงบประมาณค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการรั่วไหล ทำให้กระทรวงการคลังก็ต้องหาทางแก้ไข โดยการจ้างบริษัทประกันเป็นแนวทางหนึ่ง ซึ่งกรมบัญชีกลางจะเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหาร ไม่ได้ให้ข้าราชการไปทำประกันรักษาพยาบาลกับบริษัทประกัน วิธีนี้จะทำให้สิทธิการรักษาของข้าราชการยังคงเหมือนเดิมทุกประการสำหรับข้าราชการ นอกจากนี้การรักษายังถูกต้องสมเหตุสมผล แต่สำหรับข้าราชการ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาพยาบาลแบบไม่ชอบมาพากล ทำให้เกิดการรั่วไหล ย่อมได้รับผลกระทบ ไม่สามารถทำผิดแบบเดิมได้อีกต่อไป โดยกระทรวงการคลังเห็นว่าการแก้ไขเรื่องนี้จะทำให้ประเทศเสียหายน้อยลง แต่ถ้าหากข้าราชการยังไม่เห็นด้วยก็ต้องหาวิธีอื่น หรือพยายามอธิบายให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจเสียก่อน
“กระทรวงการคลังพยายามทำความเข้าใจกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้บริษัทประกันเข้ามาช่วยบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งหากทุกฝ่ายมีความเข้าใจก็พร้อมดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นไป แต่หากยังไม่เข้าใจหรือยังคัดค้านกันอยู่ก็เลื่อนไปเป็นปีงบประมาณต่อๆ ไป” อภิศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ การเบรกว่าจ้างบริษัทประกันให้เข้ามาบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการนั้น ในแง่ของผลดีคือ ทำให้ข้าราชการยังได้รับสิทธิการรักษาเหมือนเดิม ทำให้ขวัญกำลังใจการทำงานเต็มที่ ไม่ต้องกังวลต่อการเปลี่ยนแปลง
แต่ในด้านลบ คือ รัฐบาลก็จะยังไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจากการรั่วไหลที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้พยายามออกมาตรการตรวจสอบเข้มงวด ล่าสุดมีการออกมาตรการเรื่องการเบิกจ่ายค่ายาในบัญชียาหลัก และยานอกบัญชียาหลัก ที่ใช้ในการรักษาพยาบาลข้าราชการให้มีความชัดเจน โดยกำหนดว่า กรณีที่แพทย์สั่งยาในบัญชีหลักในการรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่ไม่เป็นไปตามแนวทางการกำกับการใช้ยา เช่น มีการจ่ายยาจำนวนมากๆ จ่ายยาเป็นเวลาหลายเดือน หรือหากจะมีการจ่ายยาโรคเฉพาะทางที่แพทย์ผู้รักษาไม่ได้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง แพทย์ผู้รักษาจะต้องเขียนเหตุผลการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางการกำกับใช้ยาในบัญชียาหลักไว้ในทะเบียนประวัติของคนไข้เพื่อใช้ตรวจสอบในภายหลัง
นอกจากนี้ สถานพยาบาลจะต้องมีกลไกการกำกับการจ่ายยาของแพทย์ในกรณีดังกล่าว โดยหากกรมบัญชีกลางตรวจพบว่าสถานพยาบาลไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด กรมบัญชีกลางจะทำการเรียกเก็บเงินค่ายาที่มีการเบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้คืนทั้งหมด
สำหรับการกำกับการจ่ายยานอกบัญชียาหลักในการรักษาข้าราชการ จะต้องมีใบรับรองของสถานพยาบาล ระบุสาเหตุในการใช้ยานอกบัญชียาหลัก และรายชื่อของแพทย์ที่ทำการสั่ง
จ่ายยา จึงสามารถใช้ประกอบในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้
แนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายจะปฏิบัติได้ยาก เพราะกรมบัญชีกลางไม่มีกำลังคนไปตรวจสอบการรักษาพยาบาลทั้งหมด ทำให้ลดการรั่วไหลของการรักษาพยาบาลได้ยาก ปฏิบัติไม่ได้ผล ส่งผลให้แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในอนาคตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากไม่ได้รับการแก้ไขมากกว่าที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการจะเป็นระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งที่จะทำให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมีปัญหา
และในที่สุด เชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องหวนกลับมาทบทวนการให้บริษัทประกันบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการอย่างเลี่ยงไม่ได้







