
หนี้เสียแบงก์ กดกำไรโตต่ำอีกปี
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2559 แม้จะฟื้นตัวขึ้นจากปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิติดลบจากปีก่อน แต่กำไรในปี 2559 ยังถือว่า เป็นระดับปริ่มน้ำ หากดูเฉพาะผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง จะพบว่า แต่ละแห่งมีกำไรเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากแต่ละธนาคารมีการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนมาก
ในปี 2558 ถือว่าเป็นฝันร้ายของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ กำไรที่ลดลงจากการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น และการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อจากความซบเซาของเศรษฐกิจ ทำให้ปี 2558 ธนาคารขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่ง ทำกำไรสุทธิได้ 1.49 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ที่ทำกำไรสุทธิได้ 1.51 แสนล้านบาท
ต่อมาในปี 2559 ธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่ง ทำกำไรสุทธิ รวม 1.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 13.4% แต่เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่า ธนาคารกรุงเทพ ยังคงมีกำไรสุทธิลดลง โดยปี 2559 มีกำไรสุทธิ 31,815 ล้านบาท ลดลง 6.9% จากปี 2558 เป็นกำไรที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 แต่หากดูรายได้รวมปี 2559 จะพบว่า ธนาคารกรุงเทพ มีรายได้เพิ่มขึ้น 3,100 ล้านบาท แต่มีการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูง 15,728 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่กันสำรอง 14,654 ล้านบาท
ด้าน ธนาคารกสิกรไทย ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 40,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเพียง 700 ล้านบาท แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการกันสำรองหนี้ 33,753 ล้านบาท สูงกว่า 26,377 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 430 ล้านบาท หรือกำไรสุทธิ 47,162 ล้านบาท ซึ่งแม้จะมีการกันสำรองหนี้ลดลง 7,100 ล้านบาท แต่รายได้ปี 2559 ลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาท
มีเพียง ธนาคารกรุงไทย ที่สามารถทำกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13.28% หรือ 32,278 ล้านบาท แต่ก็ยังมีภาระที่จะต้องกันสำรองหนี้ในปีนี้อีกจำนวนหนึ่ง โดย ผยง ศรีวณิช กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ปีนี้จะยังคงนโยบายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเดือนละ 1,000 ล้านบาท และควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่เกินกว่าปีก่อนหน้าที่ 3.97% ของสินเชื่อรวม
สำหรับในปี 2560 น่าจะยังคงเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับธนาคารพาณิชย์ เมื่อคำนึงกรณีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น จากการเร่งใช้จ่ายในการลงทุนของรัฐบาล แต่ขณะเดียวกัน ปัจจัยความเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังสร้างความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนของการเติบโตด้านการส่งออกของไทย
อย่างไรก็ตาม ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ปีนี้ยังต้องจับตาเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารพาณิชย์ และคาดว่าในภาพรวมจะยังคงมีการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญในระดับที่ไม่ต่ำกว่าปี 2559 เนื่องจากเอ็นพีแอลจะยังคงทยอยสูงขึ้นและไปสูงสุดในไตรมาส 3 ตามการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย
เพราะแม้ว่า เศรษฐกิจภาพรวมในปี 2560 จะฟื้นตัวขึ้น โดย กสิกรไทย คาดว่า จะเติบโตได้เฉลี่ยไตรมาสละ 3.5% ซึ่งจะทำให้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์โตได้ 4% สูงกว่าปีก่อนหน้าที่เติบโต 2.5% แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จึงจะส่งผลให้เอ็นพีแอลในระบบดีขึ้น ประกอบกับจะยังมีเอ็นพีแอลรายใหม่เกิดขึ้น รวมทั้งลูกหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว อาจจะหวนกลับเป็นเอ็นพีแอลอีกครั้ง
นอกจากนี้ ปี 2560 จะเป็นปีที่จะมีการประกาศใช้เกณฑ์ มาตรฐานรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลใช้สำหรับทุกประเทศ ทำให้การดูแลคุณภาพสินทรัพย์ การกันสำรองหนี้ของธนาคารมีความเข้มงวดขึ้น เพราะมีการมองไปในอนาคตมากขึ้น มองโอกาสว่าหนี้จะมีความสูญในอนาคตมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ การใช้มาตรการรายงานทางการเงินใหม่นี้จะผลักดันให้ตัวเลขการกันสำรองหนี้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับทางการจะกำหนดเกณฑ์ไว้ในระดับใด แต่คาดว่าทางการจะกำหนดเกณฑ์อย่างเป็นลำดับขั้นมากกว่า
นอกจากนี้ ธัญญลักษณ์ ยังประเมินว่า ปีนี้ระบบธนาคารพาณิชย์ จะมีสัดส่วนการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญเมื่อเทียบกับเอ็นพีแอลรวมสูงขึ้นกว่า 160% ในไตรมาสปี 2559 ส่วนจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับคุณภาพสินทรัพย์และนโยบายของแต่ละธนาคาร
ด้วยเหตุ การควบคุมคุณภาพหนี้ และการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญในเชิงรุกของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ตามความเห็นของศูนย์วิจัยกสิกรไทย สะท้อนให้เห็นว่า แม้ปีนี้ธนาคารพาณิชย์จะมีความสามารถในการทำกำไรได้สูงขึ้น แต่กำไรสุทธิจะถูกกดดันจากนโยบายการกันสำรองหนี้
ผยง ระบุว่า ธนาคารยังเห็นสัญญาณเอ็นพีแอลสูงขึ้นต่อเนื่อง จากลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เป็นสำคัญ ส่วนธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ยังคงระมัดระวังการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ รายได้ของธนาคารพาณิชย์ไทยยังเผชิญความท้าทายจากการที่รัฐบาลสั่งการให้มีการนำระบบพร้อมเพย์ ที่เป็นการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างบุคคลต้องเริ่มใช้ภายในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งประเมินว่า จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารหายไปไม่น้อยกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท
แต่ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ก็จะลดต้นทุนต่างๆ ได้มากกว่า 1 แสนล้านบาทในระยะยาว ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่า รายจ่ายที่ลดลงจะขึ้นมาชดเชยรายได้ที่หายไปได้รวดเร็วและสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด
ทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2560 จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่ธนาคาพาณิชย์ไทยยังคงต้องระมัดระวังกับการปล่อยสินเชื่อไม่ให้เกิดปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่ไปกับการดูแลและปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่กำไรสุทธิคงไม่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงเหมือนที่ผ่านมา







