
การช่วยเหลือในภาวะวิกฤต
การสื่อสารเป็นหัวใจการทำงานในภาวะวิกฤต การสื่อสารแบบ One Voice, One Message คือการสื่อสารในภาวะวิกฤต
โดย...ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา
การสื่อสารเป็นหัวใจการทำงานในภาวะวิกฤต
การสื่อสารแบบ One Voice, One Message คือการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งมาจากคณะควบคุมการทำงานระดับสูงสุด
จากนั้นติดตามทุกจุดปฏิบัติการ จุดใดต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม จุดใดได้รับความช่วยเหลือมากเกินไป จุดใดไม่ได้รับความช่วยเหลือเลย
ที่ผ่านมามักพบว่า การเข้าไปช่วยตรงไหนก็จะเป็นที่ซ้ำๆ คนได้การช่วยเหลือก็ได้ไป คนไม่ได้ก็ยังไม่ได้อยู่
หากการจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตมี “ศูนย์กลางที่จุดเดียว” “มีแผนล่วงหน้า” “ซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง” เมื่อเกิดเหตุวิกฤต ก็จะทำงานได้ง่าย ควบคุมได้ง่าย จะรู้ได้ทันทีว่า ตอนนี้การช่วยเหลือครอบคลุมทุกพื้นที่แล้วหรือยัง และสามารถส่งต่อข้อมูลไปให้หน่วยช่วยเหลือได้เข้าไปในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างถูกต้องและตรงกับความต้องการ
การทำงานควบคู่การสื่อสารอย่างนี้จะทำให้ทุกคนสามารถสอบถามข้อมูลได้ตลอดเวลา
การสื่อสาร 2 ทาง ประมวลข้อมูลจากหน่วยงานรับผิดชอบ และจากสื่อสาธารณะทุกช่องทาง ตอบหรือ Action ให้กับทุกปัญหาที่ได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นทาง Social Media หรือช่องทางการสื่อสารสาธารณะใดๆ ให้อ้างอิงถึงหัวข้อที่ได้รับมาด้วย
Action ที่ส่งกลับไปให้ Social Media ไม่ใช่การเต้นตามกระแส แต่เป็นการสร้าง Viral Message เชิงสร้างสรรค์ และยับยั้งข้อมูลที่ผิดหรือเท็จ
ปัจจุบันมีการเข้ามาช่วยเหลือโดยสมัครใจของอาสาสมัคร หรือจิตอาสามากมาย ซึ่งต้องนับถือว่าในยามทุกข์ยากคนไทยไม่แล้งน้ำใจจริงๆ เช่นในกรณีสึนามิ
ยังนึกว่ารัฐบาลควรยกย่องคนเหล่านี้เหมือนกับคนบริจาคโลหิตและให้สิทธิทางสังคมบางประการ
การทำงานกับจิตอาสาที่ผ่านมาหลายครั้ง ที่เข้ามาช่วยทั้งการสื่อสารและการทำงานโดยทั่วไป มักจะให้เปลี่ยนผลัดทุก 6-8 ชม. บุคลากรจิตอาสาต้องมีหัวหน้าควบคุมเพื่อให้ทำงานเป็นไปตามศูนย์สั่งการ การทำงานสมบูรณ์แบบต้องทำ Log Book ขึ้นในแต่ละหน่วย การเข้ารับงานของผลัดใหม่ ก็จะรู้ว่ามีงานใดของหน่วยค้างอยู่ใน Log Book หัวหน้าผลัดใหม่จะเก็บงานที่ค้างต่อ และทำงานต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน
ศูนย์ฯ ต้องกำหนดจำนวนจิตอาสาเข้าไปในแต่ละพื้นที่ และต้องตรวจสอบได้ว่ามีจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ น้อย เพียงพอ หรือมากเกินไป
การส่งจิตอาสาไปที่ใด ต้องเลือกคนไปให้ถูกที่ ต้องทราบชัดว่าใครทำอะไรได้บ้าง เช่น ใช้เครื่อง AED หรือให้ Oxygen เป็นหรือไม่ พูดภาษาใดได้บ้าง เห็นศพได้หรือไม่ ...บางคนเห็นศพแล้วเป็นลมอาเจียน ไปถึงวัดแล้วขอกลับบ้าน... เพราะกลัวผี
ในพื้นที่วิกฤตนั้นพบว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในบางเหตุการณ์ หากจิตอาสาไม่ทำงานตามกรอบที่ศูนย์ฯ กำหนด บางครั้งการทำงานจริงจะยุ่งยากขึ้น
การช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เช่น การเคลื่อนย้ายคนไม่ถูกวิธีที่อาจทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อน ฯลฯ
พวกกู้ภัยของมูลนิธิต่างๆ นั้นเป็นมืออาชีพ จิตอาสาที่ไม่ได้ผ่านการฝึกหากไปสุ่มสี่สุ่มห้าดึงร่างคนที่ประสบภัยออกมาจากพื้นที่ได้ก็จริงแต่อาจทำให้คนที่ถูกช่วยกลายเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิตได้
เราสามารถนำประสบการณ์หลายๆ ครั้งมาสร้างต้นแบบ วางแผนการทำงานให้จิตอาสาในภาคสนามที่ดีอย่างยิ่ง
สื่อสาธารณะและ Social Media ทำให้คนส่วนหนึ่งรวมกลุ่มหรือตั้งคณะนำของไปแจกจ่ายกันเองในพื้นที่ที่เห็นว่าประสบความทุกข์ยาก คนอีกส่วนหนึ่งก็นำของไปมอบให้กับทางการ ซึ่งทางการมักจะเปิดพื้นที่ให้คนนำมาบริจาค เช่น ที่วัด หรือศาลากลาง ฯลฯ
เวลาที่คนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดคือช่วงที่อยู่กลางปัญหาวิกฤต เช่น น้ำกำลังเชี่ยวต้องหนีขึ้นไปค้างอยู่บนหลังคาบ้านไม่มีอาหารกิน
เรื่องของอาหารที่นำไปช่วยผู้ประสบภัยเป็นอีกปัญหาใหญ่ สิ่งที่ต้องการคือการส่งอาหารและน้ำดื่มได้รวดเร็ว
อาหารประเภทข้าวสวยที่หุงสุก ใส่ไปพร้อมกับข้าวในกล่องโฟม หากปรุงมาเกิน 6 ชั่วโมง กับข้าวจะเริ่มเสีย บางครั้งเราต้องเสียเวลาเดินทางมาก
อาหารที่นำเข้าไปในที่ประสบภัยนั้น จะมีอาหารอื่นใดก็แล้วแต่ แต่ขอแนะนำว่าควรมีข้าวเหนียวไก่ทอดใส่ถุงพลาสติก (ต้องไม่บรรจุขณะร้อนจัด จะเกิดความชื้น ทำให้เสียง่ายอีก) มัดยางกันน้ำไว้ด้วย เพราะเป็นอาหารที่อยู่ได้ข้ามวันแล้วไม่เสีย
ที่ให้เป็นเนื้อไก่ทอดเพราะเป็นเนื้อที่กินได้ทุกศาสนา
อาหารที่ใส่ในถุงพลาสติกมัดยางไว้จะกันน้ำได้ดีกว่าใส่กล่องโฟม ส่งพลาดตกน้ำยังเอาไม้เกี่ยวเอามากินได้
การทำงานในภาวะวิกฤตหลายครั้งยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก
แต่ขอเรียนว่า การจะให้ความช่วยเหลือ และช่วยงานในช่วงวิกฤตใดๆ ให้เป็นไปได้ง่ายและสะดวกและมีประสิทธิภาพนั้น เราต้องทำระบบการสื่อสารในภาวะวิกฤต ให้เป็นแบบ
One Voice, One Message เสียก่อนจะไปทำอย่างอื่น
เชื่อเถิดค่ะ...
(พบกันวันเสาร์หน้า)







