
อังกฤษสะบั้นสัมพันธ์อียู ส่อแววเสียมากกว่าได้
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
หลังได้รับแรงกดดันมาโดยตลอดจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและภาคเอกชนเกี่ยวกับแผนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ จะจัดการแถลงข่าวประเด็นดังกล่าวในวานนี้ โดยหลายฝ่ายคาดว่าเมย์จะประกาศแผน “ฮาร์ดเบร็กซิต” ที่เป็นการหย่าขาดจากอียู โดยมีผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการยอมทิ้งข้อตกลงตลาดเดียว (ซิงเกิ้ลมาร์เก็ต) เพื่อแลกกับสิทธิในการควบคุมพรมแดนและผู้อพยพเองได้มากขึ้น
สื่ออังกฤษหลายแห่งรายงานว่า เมย์เตรียมเป้าหมายเจรจาเบร็กซิตไว้ 12 ประการ โดยมุ่งสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เท่าเทียมกับอียูและกลุ่มประเทศอียู ซึ่งรายละเอียดคร่าวๆ ประกอบด้วยการเพิ่มการควบคุมพรมแดนอังกฤษ นำอังกฤษออกจากขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมยุโรป รวมถึงการเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับสหรัฐ ซึ่งการเจรจาการค้าเสรีและการปรับลดภาษีนิติบุคคล เป็นสิ่งที่อังกฤษไม่สามารถทำได้ขณะที่เป็นสมาชิกอียู
เมย์ได้ให้คำมั่นถึงอนาคตอันสดใสของอังกฤษหลังออกจากอียู ทว่าหนทางในการไปสู่จุดหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และมีแนวโน้มทำให้เศรษฐกิจอังกฤษสูญเสียมากกว่าจะได้เปรียบในอนาคตจากการประกาศหย่าขาดกับอียู
แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะปรับขึ้นคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจอังกฤษมาอยู่ที่ 1.5% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 1.1% เนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจของอังกฤษหลังเบร็กซิตมีแนวโน้มปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟกลับลดคาดการณ์การขยายตัวในปี 2018 มาอยู่ที่ 1.4% จากเดิมที่ 1.7%
“ดีมานด์ภายในประเทศของอังกฤษคาดว่าจะปรับตัวขึ้นหลังเบร็กซิต อย่างไรก็ดีผลลัพธ์จากการเจรจายังคงไม่แน่ชัด และอุปสรรคทางการค้ามีแนวโน้มกดดันคาดการณ์การขยายตัวในอนาคต” ไอเอ็มเอฟ ระบุ
ทั้งนี้ อังกฤษมุ่งเดินหน้าเจรจาการค้าเสรีกับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน หรือนิวซีแลนด์ เพื่อหวังขยายตลาดการส่งออกหลังออกจากตลาดเดียวอียูแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อียูคือคู่ค้าอันดับหนึ่งของประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ ระบุว่า เมื่อเดือน พ.ค. อังกฤษส่งออกสินค้าไปยังอียูถึง 48.4% จากสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด คิดเป็น 2.37 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 1 ล้านล้านบาท)
ขณะที่สัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น อยู่ที่เพียง 3,800 ล้านปอนด์ (ราว 1.64 แสนล้านบาท) และเมื่อหันไปมองจีน ที่เป็นคู่ค้าสำคัญรายใหญ่พอๆ กับสหรัฐอีกราย อังกฤษส่งออกสินค้าไปขายที่จีน 1,216 ล้านปอนด์ (ราว 5.2 หมื่นล้านบาท) ในเดือน พ.ค.
แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ออกมาให้คำมั่นเมื่อไม่นานนี้ว่า จะเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับอังกฤษ และจีนที่เปิดเผยเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาว่า จะเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางการค้ากับอังกฤษ แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนการส่งออกของอังกฤษไปยัง 2 ประเทศดังกล่าวแล้ว ทั้งสหรัฐและจีนยังคงไม่สามารถมาชดเชยตลาดร่วมอียูที่อังกฤษอาจจะเสียไปได้อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น การทำข้อตกลงการค้าเสรีของอังกฤษกับสหรัฐและจีนยังเป็นเพียงแค่ลมปาก โดยทั้งสองประเทศเคยเปิดเผยว่ายังไม่ได้ตกลงรายละเอียดที่แน่นอน นอกจากนี้สำหรับกรณีของสหรัฐนั้น การยอมรับมาตรฐานและระเบียบปฏิบัติต่างๆ ในการส่งสินค้าเข้ามาขายในอังกฤษดูจะเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะมาตรฐานด้านอาหารที่เข้มงวดกว่าของอังกฤษ ซึ่งการต้องตกลงเกี่ยวกับรายละเอียดเหล่านี้ มีแนวโน้มทำให้การเจรจาการค้าเสรีระหว่างอังกฤษและสหรัฐอาจล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่คาดว่าจะตกลงกันได้ภายในปี 2019
นอกเหนือจากเป้าหมายเดินหน้าข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อหวังสร้างความแข็งแกร่งให้อังกฤษหลังออกจากอียูแล้ว นโยบายการหั่นภาษีนิติบุคคล ในการดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในอังกฤษมากยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองเช่นกัน
ก่อนหน้าการแถลงแผนเบร็กซิต ฟิลลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นของเยอรมนีรายหนึ่งว่า อังกฤษเตรียมเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยจะมุ่งยกเครื่องระบบภาษี ด้วยการยกเลิกหรือหั่นภาษีนิติบุคคล เพื่อดึงดูดการลงทุนจากเอกชนต่างชาติมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งสัญญาณผลักดันให้อังกฤษกลายเป็นสวรรค์ปลอดภาษีสำหรับภาคธุรกิจ
นโยบายการปรับลดภาษีนิติบุคคลของอังกฤษไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจาก จอร์จ ออสบอร์น อดีตรัฐมนตรีคลังอังกฤษเคยเสนอแผนการดังกล่าวขึ้นมาแล้ว หลังอังกฤษลงมติถอนตัวออกจากอียูในเดือน มิ.ย. โดยเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลของอังกฤษมาอยู่ที่ 15% จากอัตราปัจจุบันที่ 20%
ด้านเมย์ได้ออกมาส่งสัญญาณดำเนินการดังกล่าวเป็นระยะนับตั้งแต่เดือน พ.ย. โดยมุ่งผลักดันการหั่นภาษีนิติบุคคลให้ไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดในบรรดากลุ่มประเทศจี20 และอาจพิจารณาหั่นภาษีนิติบุคคลไปอยู่ที่เพียง 10%
อย่างไรก็ดี แผนการหั่นภาษีนิติบุคคลอาจสร้างประโยชน์ให้อังกฤษแค่ในระยะแรกๆ เท่านั้น โดยแท็กซ์รีเสิร์ช ยูเค หน่วยงานอิสระที่วิจัยเรื่องภาษีของอังกฤษโดยเฉพาะ คาดการณ์ว่า หากอังกฤษปรับลดภาษีนิติบุคคลไปอยู่ที่ระดับ 10% อังกฤษจะเสียรายได้จากภาษีไปถึง 2 หมื่นล้านปอนด์/ปี (ราว 8.58 แสนล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของการขาดดุลการคลังทั้งหมด
ทั้งนี้ รายได้จากภาษีที่ลดลงจะยิ่งทำให้อังกฤษขาดดุลงบประมาณมากขึ้นไปอีกในอนาคต โดยก่อนหน้านี้ ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอส์ (พีดับเบิ้ลยูซี) คาดการณ์ว่า อังกฤษจะขาดดุลงบประมาณ 6.7 หมื่นล้านปอนด์ ในปีงบ 2016 (ราว 2.8 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้รับประกันว่าภาคธุรกิจต่างชาติจะหันมาตั้งสำนักงานในอังกฤษ โดย โรบิน วอลดัก ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจากบริษัทบัญชี เคพีเอ็มจี เปิดเผยว่า แผนการลดภาษีของอังกฤษยังไม่น่าสนใจเพียงพอที่จะกระตุ้นให้บริษัทหันมาลงทุนทางตรงในอังกฤษ ด้านบริษัทชื่อดังหลายแห่ง เช่น เฟซบุ๊ก และกูเกิล ต่างมีสำนักงานในไอร์แลนด์อยู่แล้ว ซึ่งเก็บภาษีนิติบุคคลที่อัตราต่ำเพียง 12.5% ขณะที่บริษัทขนาดเล็กในอังกฤษมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากแผนการดังกล่าวมากกว่า
ขณะเดียวกัน ไฟแนนเชียล ไทมส์รายงานว่า การปรับลดภาษีนิติบุคคลมากเกินไปมีแนวโน้มบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อภาคธุรกิจในระยะยาว โดยพีดับเบิ้ลยูซีได้เปิดเผยผลการสำรวจภาคธุรกิจเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า บริษัทที่ตอบแบบสอบถามราว 3 ใน 4 มองว่าการหั่นอัตราภาษีนิติบุคคลลงอย่างหนักทำให้บริษัทดูขาดความน่าเชื่อถือ
ยิ่งอัตราภาษีนิติบุคคลปรับลงมากเท่าใด ความเสี่ยงในการพยายามหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีกลับยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากการลดอัตราภาษีนิติบุคคลอาจทำให้รัฐเรียกเก็บภาษีจากผลตอบแทนที่จ่ายให้บรรดาผู้ถือหุ้นบริษัทสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะได้รับผลประโยชน์จากการทำธุรกิจน้อยลง และทำให้บริษัทนั้นๆ อาจหาช่องทางในการเลี่ยงภาษีมากขึ้น
แผนการหลังเบร็กซิตที่ผู้นำอังกฤษเรียกความเชื่อมั่นอาจดูสวยงามและเต็มไปด้วยความหวัง แต่ในระยะยาวแล้ว อังกฤษดูจะน่าเป็นห่วงเสียมากกว่า จนกว่าจะมีการประกาศแผนที่สร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่านี้ว่า อังกฤษจะโดดเดี่ยวจากยุโรป แต่ไม่โดดเดี่ยวในเวทีโลกที่ยังมีโอกาสและความหวัง







