
พัฒนาชุมชนชนบท ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้า ซึ่งไม่เพียงภาคอุตสาหกรรม
โดย...อาทิตย์ ลมูลปลั่ง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้า ซึ่งไม่เพียงภาคอุตสาหกรรมจะได้รับโอกาสในการพัฒนาเท่านั้น แต่ภาคชุมชนชนบทก็ได้รับโอกาสในการเข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมมาระยะหนึ่งแล้วจนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
สวทช.เป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างและพัฒนาองค์ความรู้จากการวิจัย รวมทั้งนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตและบริการ และให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสร้างความเข้มแข็งและการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ชุมชนชนบท
สวทช.ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายสนับสนุนให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งโดยการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน ยกระดับการผลิตและแปรรูปที่เพิ่มปริมาณและมีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน สร้างและต่อยอดอาชีพบนฐานของเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอด รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่เพื่อให้มีความพร้อมในการรับและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการของชุมชน สร้างชุมชนวิทยาศาสตร์ต้นแบบที่บริหารจัดการและพึ่งพาตนเองจากทรัพยากรในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นตัวอย่างการเรียนรู้ให้ชุมชนอื่นๆ และนำไปสู่การเป็น “หมู่บ้านวิทยาศาสตร์” ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิชาการ ชุมชน และโรงเรียน โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่มีโรงเรียนเข้าร่วมดำเนินการ มีการอบรมครูผลิตสื่อการเรียนรู้ หลักสูตรท้องถิ่น โดยมีเกษตรกรและนักเรียนเข้าใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้การดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนชนบทของ สวทช.
สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร ร่วมกับศูนย์แห่งชาติฯ และหน่วยงานเครือข่ายนำองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญ ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชนบท สนับสนุนให้ชุมชนชนบทพึ่งพาตนเองได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ตัวอย่างการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชุมชนชนบท กรณี อ.เต่างอย จ.สกลนคร นับเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชน ดำเนิน “โครงการวิสาหกิจชุมชน-โรงงานหลวงอาคารสำเร็จรูป” ตั้งแต่ปี 2551 โดยสนับสนุนให้ชุมชนรวมกลุ่มประกอบอาชีพ ตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี บริหารจัดการกลุ่ม ศึกษาดูงานเพื่อยกระดับการผลิตให้สูงขึ้นและได้รับมาตรฐานที่ผู้บริโภคยอมรับ
นวัตกรรมที่นักวิจัย สวทช. และพันธมิตร คิดค้นและถ่ายทอดให้ชุมชน เช่น พันธุ์ข้าว กข6 ต้านทานโรคไหม้ และข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วม และยังมีกลุ่มข้าวปลอดสารพิษ ปลูกในพื้นที่ อ.เต่างอย และเครือข่ายรวม 300 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 1 แสนกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 1.05 ล้านบาท และนำมาแปรรูปเพื่อจำหน่ายกิโลกรัมละ 80 บาทได้ผลผลิตข้าวกาบา 28,754 กิโลกรัม สร้างรายได้ให้กลุ่มกว่า 2 ล้านบาท รวมทั้งมีการสร้าง ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเต่างอย เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง ที่ตรงกับความต้องการของชุมชนและเป็นศูนย์ประสานงานสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างชุมชนและหน่วยงานภายนอก กลุ่มเป้าหมาย คือ เยาวชนหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล 300 คน และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งปัจจุบัน สวทช.สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้สวนแสงประทีป จ.น่าน และศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ จ.กาญจนบุรี โดยมีการจัดแปลงสาธิตด้านการเกษตรเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรและเยาวชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น แปลงสาธิตการปลูกพริก และแปลงสาธิตการปลูกมันสำปะหลัง โดยใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อทดแทนการใช้สารเคมี ได้แก่ บิววาเรียป้องกันเพลี้ยแป้ง ร่วมกับการให้น้ำในระบบน้ำหยด ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมี
ทั้งนี้ ยังมีการสร้างเครือข่ายการทำงานให้เกษตรกร โดย สวทช.เป็นแกนกลางประสานการทำงานร่วมกับจังหวัด และประชาคมสกลนคร จัดตั้งบริษัทพัฒนาธุรกิจเพื่อการเกษตร เพื่อรับซื้อพริกยอดสนเข็ม 80 (ที่ สวทช. สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นพัฒนาสายพันธุ์) จากเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายพริก ประมาณ 4.3 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังมีตัวอย่าง อ.นาแห้ว จ.เลย ซึ่งสภาพเป็นป่าทึบ ภูเขาสูงชัน อากาศหนาวเย็น เกษตรกรทำอาชีพปลูกข้าวไร่บริโภคในครัวเรือนและปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในปี 2538 ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช.และกองทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น กระทั่งในปี 2552 ถูกบรรจุอยู่ใน โครงการหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
นับตั้งแต่ปี 2539-2557 ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ มจธ.ถ่ายทอดการผลิตสตรอเบอร์รี่ ในระยะแรกจัดทำเป็นแปลงสังเคราะห์เทคโนโลยีและถ่ายทอดสู่เกษตรกร จากนั้นมีการถ่ายทอดการผลิตไหลสตรอเบอร์รี่เพื่อเป็นต้นพันธุ์ที่ใช้ในการปลูกในพื้นที่เพื่อลดต้นทุนจากการขนส่งไหลสตรอเบอร์รี่จาก จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันเกษตรกร 20 ครอบครัว ปลุกสตรอเบอร์รี่ผลสด จำหน่ายมีรายได้ 1 ล้านบาท/ปี ตลอดจนมีการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ผ่านค่ายวิทยาศาสตร์ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและอาชีพในชุมชนปีละ 4 ค่าย ทั้งค่ายสตรอเบอร์รี่ ค่ายพลังงาน ค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ และค่ายการแปรรูปอาหาร
กรณีตัวอย่างทั้งสองพื้นที่ หากใครต้องการชมความสำเร็จครั้งนี้ยังไม่ต้องไปไกลถึงพื้นที่ เพราะจะมีการจำลองชุมชนและขนผลิตภัณฑ์ทั้งสองชุมชนและชุมชนอื่นๆ ที่สามารถพึ่งพาตัวเองจากการใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาครอบครัวและชุมชนให้พออยู่พอกินได้อย่างยั่งยืน เชิญมาสัมผัสกันในงาน การประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-2 มี.ค. 2560 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา)
สอบถามและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่โทร.02-564-6700 ต่อ 3379-3382 หรือ www.agbio2017.com อีเมล : [email protected] หรือ [email protected]







