posttoday
ปี 2560 เศรษฐกิจที่ต้องละมุนละไม

ปี 2560 เศรษฐกิจที่ต้องละมุนละไม

13 มกราคม 2560

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

บทความในมองมุมกลับ ผู้เขียนจะมีการเรียนเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการเศรษฐกิจ ในส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องและมีข้อมูลต่างๆ จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ได้มีพื้นที่นำเสนอมุมมองด้านเศรษฐกิจต่อสังคม เนื่องจากข้อมูลทางเศรษฐกิจหลายอย่าง สนช. ในฐานะที่ทำหน้าที่เสมือนสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งคือตัวแทนประชาชน จะอยู่ใกล้ชิดข้อมูล 2 ด้าน ทั้งข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาล ราชการ และข้อมูลจากพื้นที่ จากท้องถิ่น และประชาชน การที่สามารถให้แต่ละท่านได้นำเสนอข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะ จึงเป็นประโยชน์ต่อสังคมเพื่อให้ร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจที่สมดุล สามัคคี ไปร่วมกันได้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าวันนี้ศรษฐกิจสำคัญกว่าการเมือง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจ ความคิดแรกของทุกฝ่าย การส่งออก คือ ขบวนการผลิตขนาดยักษ์ ประเทศไทย 4.0 คือ จีดีพี นั่นเป็นธรรมชาติของฝ่ายบริหาร คือเป้าหมายหลักของประเทศในทุกยุคสมัย ทุกฝ่ายทราบปัญหาการติดกับดักรายได้ปานกลาง การเร่งการเติบโตในระดับ 4-5% จำเป็น เพราะจะแก้ปัญหาภาพรวมได้หลายประการ ไม่ว่าการชำระหนี้ ค่าแรง ภาระการลงทุนของรัฐ เป็นต้น แต่ประวัติศาสตร์ทั้งโลกได้พิสูจน์ในรอบ 2 ปีนี้แล้วเช่นกันว่า ความคิดนี้เพียงประการเดียวไม่ถูกต้องทั้งหมด ไม่ว่าสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน CLMV ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจภายใน สามารถพลิกทิศทางการเมืองของประเทศได้ชั่วข้ามคืน

สิ่งที่รัฐบาลในสภาวะพิเศษได้ทำไปแล้ว และทำได้ดี คือการรักษาความมั่นคง ไม่ให้เกิดสภาวะวุ่นวายทางการเมือง การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่เป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ รัฐบาล คสช.ทำเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายอย่างไม่มีข้อสงสัย

แต่ในอีกมุมหนึ่งคือ ปัญหาเศรษฐกิจภายใน ผู้เขียนมีความเห็นคงเดิมเสมอว่ามีการจัดลำดับความสำคัญผิดตั้งแต่ต้น หรืออาจเรียกได้ว่าขาดการสมดุลเรื่องการเน้นการเติบโตภายนอก และความต้านทานภายใน และได้เขียนเรื่องนี้อย่างยาวนานว่า เศรษฐกิจโตมาก โตน้อย อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดในเวลาที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยภาวะความไม่แน่นอน แต่เศรษฐกิจภายในที่เราพอควบคุม กระตุ้น หล่อเลี้ยงให้คนซึ่งจำนวนมากกว่าไปได้ สำคัญกว่ามาก

ไม่แปลกที่วันนี้รัฐบาลระดมโครงการเพื่อกระตุ้น พยุงธุรกิจทุกชนิด ไม่ว่าจะเอสเอ็มอี ธุรกิจชุมชน เกษตรกร ออกมามากมายเต็มไปหมด เพราะการมุ่งกระตุ้นส่งออกอย่างหนักได้ผลน้อยกว่าที่คิด สาเหตุที่เป็น
พื้นฐานที่ง่ายที่สุดคือ สินค้าส่งออกหลักๆ ของไทยแต่เดิม ความสามารถในการแข่งขันลดลงมากแล้ว การไปกระตุ้นการส่งออกในของที่จะขายสู้คนอื่นไม่ได้ทั้งในแง่ราคา และคุณภาพ กลับเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ต้องใช้เวลา การท่องเที่ยวคือ ตัวชูโรงมาตลอดใน 2-3 ปีนี้ และผลแห่งการท่องเที่ยวนั้น ได้เกิดระบบเศรษฐกิจอีกประเภทซึ่งผู้บริหารประเทศมองข้ามเสมอ นั่นคือสินค้าเกษตรแปรรูปง่ายๆ สินค้าชุมชนง่ายๆ กลายเป็นที่นิยม และผลิตไม่ทันตามความต้องการของตลาด จนกระทั่งมีต่างชาติจำนวนหนึ่งต้องเข้ามาลงทุนทั้งซื้อพื้นที่เกษตร และทำโรงงานแปรรูป เขาทำได้เพราะเขามีตลาด และที่สำคัญเขามีทุน ประชาชนเรากลับทำไม่ได้ ไม่มีทุน

การเติบโตของประเทศปี 2560 จะยังเหมือนๆ เดิม คือ ซึมๆ แต่หากรัฐบาลมองใหม่ว่า ถึงจะซึม แต่คนภายใน เอสเอ็มอี เกษตรแปรรูป เกษตรกร ซึ่งเป็นคนเกือบ 95% ของประเทศนี้พออยู่ได้ รัฐบาลและข้าราชการที่เกี่ยวข้องอาจมีคำตอบในการบริหารเศรษฐกิจแบบใหม่ ซึมแต่สุข วิธีแก้เรื่องนี้ คือปรับแนวคิดใหญ่ เรื่องการเข้าถึงทุน ให้คนกลุ่มนี้อย่างรวดเร็วและทันที ให้เป็นมิตร ให้เขาเข้าหา เปิดช่องทางหลากหลายร่วมกัน ทั้งรัฐเอกชน ลดขั้นตอน ไม่ใช่ใช้วิธีขู่บังคับ กฎหมายนำตลอดเวลา ทั้งเรื่องจะดำเนินคดีอาญาปล่อยเงินกู้นอกระบบ

ที่เขียนเรื่องนี้มากเพราะห่วงที่ธุรกิจส่วนใหญ่ขาดคือ การเข้าถึงแหล่งทุน เมื่อเข้าถึงระบบปกติไม่ทันการณ์ ก็ต้องไปนอกระบบ ท่านจะล้างนอกระบบทิ้ง ท่านแน่ใจหรือว่า ในระบบที่ท่านออกแบบไว้พร้อมแล้ว และถ้าไม่พร้อม ท่านฆ่านอกระบบ เงินกู้นอกระบบหยุดปล่อยเงินทันทีพร้อมกัน เพราะต้องรอขบวนการทำให้ถูกต้องก่อน ไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมาย ในระหว่างนี้ ระบบของท่านแข็งแกร่งพอที่จะวิ่งตามความต้องการเงินในสภาวะฝืดเคืองหรือ? ถ้าวิ่งไม่ทันคนขาดเงินทุนจะไปไหน? ท่านรับผิดชอบอะไรกับคนจำนวนมหาศาลนี้?

ท่านขู่เขาเรื่องเศรษฐกิจ เขาจำท่านนานกว่าเรื่องการเมือง เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวเขา เป็นเรื่องครอบครัว ความเป็นอยู่ การล้มละลาย ไม่ใช่คนปล่อยนอกระบบอย่างเดียว ลูกหนี้นอกระบบมหาศาลอีก ที่เขียนเพื่อเตือนทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกครั้งประชาชนผ่านมาหลายรอบแล้วเรื่องนี้ ถูกขู่จนชิน ความเป็นมิตรเท่านั้นแก้ปัญหาได้ ทหารกลับขู่นักการเมืองน้อยลงทุกวัน เพราะวันหนึ่งก็ต้องกลับสภาพเดิม ต้องอยู่ร่วมกัน บรรยากาศมาดีเหลือเกิน รัฐบาล คสช. ระดมมาตรการออกมาช่วยคนจำนวนมาก อย่าทำอะไรให้เสียบรรยากาศเลย

ในอีกทาง ท่านทำตัวเองให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนเรื่องขบวนการจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ เรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยธนาคาร เรื่องขายประกันพ่วง หากคิดละเอียดมาก มันจะไปพันเรื่องความถูกต้องทางบัญชีอีก เหมือนกรณีธนาคารในสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่ง เรื่องมันจะยาว เอาพอสมควรเถอะ ละมุนละไม ขึ้นเรือช้าๆ ไปด้วยกัน ประเทศไม่ขมวดเกร็ง ประชาชนมีความสุข ทุกฝ่ายพอไปได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ