posttoday
จัณฑาล (2)

จัณฑาล (2)

10 มกราคม 2560

โดย... นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน

โดย... นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน

กรณีของ ดร.จาดาฟ ที่หลุดพ้นจากการกดขี่ของระบบจัณฑาลในอินเดีย ไม่ใช่กรณีทั่วไปของคนจัณฑาลในอินเดีย แต่น่าจะเป็นกรณีของจัณฑาลส่วนหนึ่งเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากภายใน จนทำให้เกิดความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นปลดแอกตนเอง เริ่มจากเมื่อรุ่นพ่อ คือ ดามู ติดตามแม่หนีความยากจนในชนบทเข้าสู่นครมุมไบ เมื่อปี 2462 ตอนนั้นดามู อายุ 12 ปี เมื่อดามูเห็นรถไฟครั้งแรกถึงกับตกใจร้องว่า “ภูเขากำลังจะพุ่งมาชนเราแล้ว”

ทั้งแม่และลูกนับว่าโชคดี แม่ได้งานถอนวัชพืช ถ้าทำในหมู่บ้านจะได้ค่าจ้างเพียงวันละ 2-3 แอนนา แต่ที่มุมไบแม่ได้ค่าจ้างวันละ 12-14 แอนนา ส่วนดามูหลังจากเที่ยวเล่นตามประสาเด็กแล้ว ต่อมาได้หางานทำเรื่อยเปื่อยไปที่สถานีรถไฟ ในที่สุดก็ได้รับจ้างขายหนังสือพิมพ์ ได้ค่าเหนื่อยวันละ 5 แอนนา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เพราะดามูได้ลูกค้าประจำเป็นนายฝรั่ง ซึ่งไม่สนใจว่าเขาเป็นจัณฑาล เขาได้รับความเอ็นดูจากทั้งนายฝรั่งและนายหญิงซึ่งเป็นลูกครึ่งอินเดีย จนได้ไปเป็นเพื่อนเล่นของลูกสาวนายฝรั่ง ได้เรียนภาษาอังกฤษและได้เข้าโรงเรียน ได้ตามนายฝรั่งไปล่าสัตว์

การได้ขายหนังสือพิมพ์และได้ทำงานกับนายฝรั่งเป็นโอกาสอย่างดียิ่งสำหรับดามู ยิ่งช่วงปี 2464 ที่ขบวนการเรียกร้องอิสรภาพเติบโตอย่างมาก มหาตมะ คานธี ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำแทนผู้นำเก่าที่ล่วงลับไป หนังสือพิมพ์ขายดีมาก คนซื้อบางคนกลัวตำรวจมาก รีบซื้อแล้วรีบเดินจากไปโดยไม่สนใจรอรับเงินทอน การได้อยู่กับข่าวสารบ้านเมือง ได้มีโอกาสฟังคำปราศรัย ทำให้ดามูเติบโตทางพุทธิปัญญาอย่างต่อเนื่อง แม้ต่อมาเจ้าของกิจการขายหนังสือพิมพ์จะเสียชีวิต และกิจการต้องล้มเลิกไป นายฝรั่งกลับอังกฤษ แต่ดามูก็ได้งานเป็นลูกจ้างของบริษัทรถไฟเมื่อปลายปี 2467 ได้
เงินเดือน 18 รูปี เขาทุ่มเททำงานอย่างซื่อสัตย์ทำให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 42 รูปี ดามูแต่งงานเมื่ออายุราว 19 ปี กับเจ้าสาว คือ โซนู ซึ่งอายุเพียง 10 ขวบ เมื่อปี 2469

โซนู มีโอกาสตามดามูไปฟังคำปราศรัยของ ดร.อัมเบดการ์ และร่วมขบวนการต่อสู้ จนโซนูค่อยๆ ซึมซับ มองเห็นความไม่ถูกต้อง และเมื่อความอดทนถึงขีด เธอก็ฮึดสู้ ครั้งหนึ่งเมื่อถูกพวกอันธพาลเข้ามาก่อกวนขว้างปาใส่ผู้ชุมนุม และถือโอกาสลวนลามเด็กผู้หญิง โซนูอดรนทนไม่ได้คว้าไม้จากขบวนแห่ เข้าตีพวกอันธพาล เมื่อตำรวจขู่จะจับเธอก็กล้าโต้ว่าเธอต้องลงมือเอง “เพราะพวกตำรวจไม่มีปัญญาจัดการกับสถานการณ์นี้ต่างหาก”

ชีวิตของทั้งคู่พลิกผันเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ในปี 2472 สหภาพแรงงานรถไฟนัดหยุดงาน การรถไฟสั่งเลิกจ้าง ทำให้ดามูตกงาน แม่เรียกร้องให้ดามูกลับหมู่บ้านไปทำหน้าที่ของจัณฑาล “ตามประเพณี” เพื่อรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

หน้าที่ดังกล่าว หัวหน้าครอบครัวจัณฑาลจะผลัดกันครั้งละ 3 เดือน เป็นผู้รับใช้ในหมู่บ้าน เดินไปยังบ้านทีละหลัง เพื่อส่งข่าวสารต่างๆ คอยประกาศเวลามีคนตาย จัดการกับซากศพของวัวควาย วิ่งนำหน้ารถม้าของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อป่าวร้องสรรเสริญเยินยอคนเหล่านั้น รวมทั้งประกาศการมาถึงของคนใหญ่คนโต โดยจะได้รับ
ค่าตอบแทนคือธัญญาหารและเศษอาหารที่เหลือจากแต่ละครัวเรือน

ในการทำหน้าที่เขาจะต้องสวมผ้าคลุมขนสัตว์ เดินกระทุ้งไม้เท้าให้กระพรวนส่งเสียงดัง เป็นสัญญาณว่าคนจัณฑาลกำลังจะเดินผ่าน เพื่อนบ้านที่เป็นคนวรรณะสูงจะยืนอยู่ห่างๆ เพื่อนำอาหารมาให้ พวกเขาจะระวังไม่ให้สัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งหรือแม้แต่ข้าวของของจัณฑาล

ดามู กลับไปหมู่บ้านเมื่อปี 2473 เวลานั้นเขาอายุได้ 23 ปี มีหญิงท้องอ่อนๆ โดดน้ำตายในบ่อน้ำหนีความอับอาย ดามูต้องทำหน้าที่เฝ้าศพ และถูกบังคับให้ดึงศพขึ้นมา ดามูขัดขืนเพราะเห็นว่าผิดประเพณีที่จะไปแตะตัวศพคนวรรณะสูง ทำให้เขาถูกทุบตี และถูกกระทำย่ำยีต่างๆ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจหนีกลับมุมไบ โซนูเดินตามกลับไปด้วย เพื่อกลับไปสู่เสรีภาพ

แต่สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกยังดำรงอยู่ ดามูหางานทำไม่ได้เป็นปี ซ้ำล้มป่วยแทบเอาชีวิตไม่รอด เขาประทังชีวิตต่อมาได้ด้วยรายได้จากภรรยาและน้องสาวที่ออกไปทำงาน ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ดามูคับแค้นใจมากขึ้น เพราะผิดประเพณีที่ปล่อยให้ภรรยาต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ในที่สุดดามูคิดฆ่าตัวตาย แต่ชะตายังไม่ถึงฆาต ขณะปีนเสาไฟฟ้าขึ้นไปเพื่อจะกระโดดลงมา เกิดภาพนิมิตเห็นชายห่มผ้าเหลืองมาให้สติให้สู้ชีวิตต่อไป

การเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ของ ดร.อัมเบดการ์ ทำให้ดามูมีโอกาสรู้จักผู้คน ต่อมาผู้นำท้องถิ่นฝากให้เขาเข้าทำงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ดามูทุ่มเททำงานอย่างตั้งใจ จนก้าวหน้าได้ตำแหน่งหน้าที่และค่าจ้างสูงขึ้นๆ แต่เคราะห์ยังไม่หมด ดามูประสบอุบัติเหตุนิ้วหัวแม่มือขาดจากเครื่องจักรในโรงงาน เขาถูกให้ออกจากงานโดยได้เงินเป็นเบี้ยประทังชีวิตเพียง 50 รูปี และตกงานอีกครั้ง

ดามูได้งานอีกครั้งเป็นเจ้าหน้าที่ของขบวนการ ค่าแรงน้อย แต่มีโอกาสเรียนรู้สูง เขาถูกมอบหมายให้ทำงานรณรงค์ แต่พบว่าเขาอ่านหนังสือได้เพียงตะกุกตะกัก จึงต้องปรับปรุงความรู้ และพยายามสอนให้ภรรยารู้หนังสือด้วย

แรงกดดันอย่างมากในครอบครัวมาจากเพื่อนบ้าน เพราะแต่งงานกันมาแล้ว 8 ปี ยังไม่มีลูก ตอนนั้นโซนูอายุ 18 ปีแล้ว หลายคนกดดันให้เขาหาเมียอีกคน แต่ดามูไม่ยอม จนกระทั่งหลังจากนั้นอีก 4 ปี หลังดามูได้งานประจำที่การรถไฟ และย้ายเข้าไปอยู่บ้านพักของการรถไฟ โซนูจึงตั้งท้องลูกคนแรก และมีลูกรวมถึง 6 คน

ในปี 2478 หลังจากต่อสู้เพื่อสิทธิของจัณฑาล โดยคงสภาพความเป็นฮินดูมานาน ดร.อัมเบดการ์ ก็ประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญ คือ ประกาศจะเปลี่ยนศาสนา

มีข้อเสนอทั้งจากคริสต์ มุสลิม และซิกซ์ แต่ ดร.อัมเบดการ์ เลือกเป็นพุทธ เพราะ “พระพุทธศาสนา ไม่มีชนชั้นวรรณะ ไม่มีการตราหน้าว่าใครเป็นคนชั้นต่ำ ชายและหญิงต่างมีสิทธิและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีพิธีบูชายัญ ไม่มีกฎเหล็กให้ต้องปฏิบัติตาม ขอแค่เพียงเดินตามจิตใจและศรัทธาก็พอ”

การประกาศตัดสินใจของ ดร.อัมเบดการ์ เกิดเมื่อปี 2478 แต่การเปลี่ยนศาสนาครั้งใหญ่เกิดขึ้น 11 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2499

ดามู เปลี่ยนเป็นพุทธ และพยายามให้ภรรยาเปลี่ยนตาม แต่โซนูเข้มแข็งอย่างเหลือเชื่อ เธอบอกว่า “เธอสอนให้ฉันคิดด้วยตนเอง และตอนนี้ฉันค้นพบความกล้าที่จะเรียกร้องตามความคิดของตัวเองแล้ว” โซนูยอมเดินทางพร้อมครอบครัวไปร่วมงานพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่นาคปุระ เธอนำพระพุทธรูปกลับมาขึ้นหิ้งบูชาแต่ซ่อนเทวรูปฮินดูไว้บูชาเอง เธอยังคงเป็นฮินดูต่อมาโดยไม่มีใครบังคับขืนใจเธอได้ และอยู่ร่วมกันในครอบครัวที่เปลี่ยนเป็นพุทธอย่างอบอุ่น

ดร.นเรนทรา จาดาฟ ผู้เขียนเรื่องนี้ เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว และเป็นพุทธตามพ่อ แต่ได้แต่งงานกับเจ้าสาวซึ่งเป็นฮินดู มีแม่เป็นฮินดูที่เคร่งครัดและรังเกียจจัณฑาลอย่างรุนแรง ถึงขั้นบุกไปในที่ทำงานของ ดร.จาดาฟ ประกาศให้เลิกติดต่อกับลูกสาว แต่ความรักของทั้งคู่มั่นคง และหลังแต่งงานไม่นาน ดร.จาดาฟ กลายเป็นลูกเขยคนโปรดของแม่ยาย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ