
ไทยปฏิรูปเกษตรล่าช้า
เว็บไซต์ข่าวนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า เกษตรกรไทยยังคงไม่มีศักยภาพในการเพิ่มปริมาณผลผลิต สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ และแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติมากพอ เนื่องจากนโยบายด้านการเกษตรที่มีปัญหาในอดีต และการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมดำเนินไปอย่างล่าช้า
เว็บไซต์ข่าวนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า เกษตรกรไทยยังคงไม่มีศักยภาพในการเพิ่มปริมาณผลผลิต สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ และแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติมากพอ เนื่องจากนโยบายด้านการเกษตรที่มีปัญหาในอดีต และการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมดำเนินไปอย่างล่าช้า
บทความระบุว่า เมื่อไม่นานนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตไฮเอนด์หลายแห่งในประเทศลักเซมเบิร์กเริ่มจำหน่ายข้าวนำเข้าจากไทย แต่ผู้ผลิตข้าวไทยที่ได้รับใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากสหภาพยุโรป (อียู) มีอยู่ราว 60% เท่านั้น
นอกจากนี้ แม้ไทยได้ชื่อว่าเป็นครัวโลก เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรจำนวนมาก เช่น ข้าว ยางพารา อ้อย และมันสำปะหลัง แต่ไทยกลับสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกไปเมื่อปี 2012 ให้กับเวียดนามและอินเดีย ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สวนทางกับการจ้างงานในภาคการเกษตร ซึ่งอยู่ที่ 40% ของจีดีพี
ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางแห่งประเทศ ระบุว่า จำนวนเกษตรกรไทยปรับตัวขึ้น 4% แตะ 5.5 แสนคน ในปี 2012 จากช่วงทศวรรษปี 1990 ซึ่งหมายความว่าภาคการเกษตรไทยไม่ได้มีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
สำหรับสาเหตุของปัญหาดังกล่าวมีต้นตอมาจากนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มุ่งเอาใจเกษตรกรมากเกินไป ด้วยการออกโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งรัฐบาลรับซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาด 50% ส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น แต่คุณภาพผลผลิตลดลง และนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกข้าวรายอื่นๆ ที่ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูงกว่า
แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันของไทยได้โจมตีโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าว แต่กลับปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรวงเงิน 1,390 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5 หมื่นล้านบาท) หลังราคาข้าวไทยร่วงต่ำสุดในรอบ 10 ปี เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งแทบไม่มีความแตกต่างจากโครงการรับจำนำข้าวเลย
อากิโอะ เองาวะ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ แสดงความเห็นต่อการให้เงินอุดหนุนภาคเกษตรกรรมของไทยว่า การกระทำดังกล่าวยังมีแนวโน้มส่งผลให้จำนวนเกษตกรลดลงในอนาคต เนื่องจากทำให้เกษตรกรที่ได้รับเงินมาแล้วหันไปทำอาชีพอื่นๆ เมื่อไม่สามารถพัฒนาคุณภาพผลผลิตได้







