
เรื่องน่าทึ่งที่บ้านวิชาเยนทร์ เมืองละโว้
บ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี ถ้ายังคงสภาพเดิมไว้ได้จะงามสง่ายิ่งนัก
โดย...ส.สต
บ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี ถ้ายังคงสภาพเดิมไว้ได้จะงามสง่ายิ่งนัก แต่ประวัติออกญาวิชาเยนทร์ผู้ครอบครองบ้าน น่าทึ่งกว่า
ผู้เขียนมีโอกาสไปชมบ้านวิชาเยนทร์ หรือบ้านหลวงรับราชทูต จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2559 จึงขอนำมาเล่าตามที่ได้ข้อมูลจากกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร และหนังสือเรื่อง ออกญาวิชาเยนทร์ ของ บรมครูประวัติศาสตร์ ขจร สุขพานิช
ภาพบ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์ ที่ติดตาผู้คนที่ผ่านไปมาก็คือสภาพตึกร้างที่สร้างอยู่เป็นกลุ่มหลายหลังภายในกำแพงล้อมรอบ โดยมีซุ้มประตูคอนกรีตขนาดใหญ่ยอดแหลมน่าเกรงขามตั้งอยู่ติดถนนฝรั่งเศส ผู้ที่จะผ่านประตูนี้ได้ต้องเป็นผู้สูงศักดิ์เท่านั้น เพราะที่นี่คือบ้านหลวงรับราชทูต สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เคยจัดให้รับราชทูตฝรั่งเศส (อาแล็กซ์องคร์ เชอวาลีเย เดอ โชมง) ที่มาเยือนในปี 2228 และได้ใช้รับคณะทูตฝรั่งเศส (ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ และ โกลด เซเบอแร ดูว์บูแล) ที่มาเยือนในปี 2230 แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับรองใครอีกเพราะเปลี่ยนรัชกาล
สำหรับเรือนรับรองนี้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ให้ออกญาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เป็นผู้ดูแล ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นบ้านของออกญาวิชาเยนทร์ จึงเรียกว่า “บ้านวิชาเยนทร์” แต่นั้นมา
บ้านใหญ่แต่ฝรั่งซึ่งมีตำแหน่งใหญ่บริหารประเทศอยู่ด้วยครอบครอง ย่อมไม่เป็นที่พอใจของประชาชนคนไทย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทยจำนวนมาก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ที่เรียกชื่อต่างๆ ว่า ฉบับกรมพระปรมานุชิตฯ บ้าง ฉบับหมอบรัดเลย์ บ้าง เป็นฉบับที่หมอบรัดเลย์ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2407 ว่า
ครังนั้นพระยาวิชาเยนทร์ฝรั่งกระทำราชการมีความดีความชอบมากขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนที่ขึ้นเป็นเจ้าพระยา แลให้บังคับราชการว่าที่สมุหนายก แลทรงพระกรุณาโปรดให้พระยารามเดโชไปครองเมืองนครศรีธรรมราช ให้พระยารามขึ้นไปครองเมืองนครราชสีมา คราวเดียวกันนั้น
ส่วนเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ผู้ว่าราชการที่สมุหนายก ให้ก่อตึกสี่เหลี่ยมอันใหญ่ แลตึกเวียนมีกำแพงแก้วล้อมรอบเป็นที่อยู่ แลให้ก่อตึกปิจู ตึกคชสารแลตึกฝรั่งอื่นทั้งหลายเป็นอันมาก ตำบลที่ใกล้วัดปืน แลคิดอ่านกระทำการทั้งปวงต่างๆ ปรารถนาจะคิดเอาราชสมบัติ แลจะทำกลอุบายที่จะประทุษร้ายเป็นประการใดๆ พระเจ้าอยู่หัวเข้าพระทัย แต่มิได้เอาโทษ ด้วยเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เอาใจใส่ในกิจการทั้งปวงเป็นอันมาก แลสึกเอาภิกษุสามเณร มากระทำราชการทั้งปวงครั้งนั้น ก็มาก
ขจร สุขพานิช ศึกษาประวัติศาสตร์ บรรดาชาติฝรั่งที่เข้ามามีบทบาททางการทหารและการเมืองในครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงความเห็นว่า บทบาทของฟอลคอน หรือออกญาวิชาเยนทร์ (ชาวปอรตุเกศ) ท่านผู้นี้อย่างดีก็เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาลฝรั่งเศส ที่จะยึดครองกรุงศรีอยุธยาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่การจะประณามบุคคลว่าเป็นผู้ทรยศ ถึงแม้บุคคลนั้นจะล่วงลับไปเกือบ 300 ปีแล้วก็เป็นสิ่งไม่ควรทำ ถ้าไม่มีหลักฐานแจ่มชัด จึงแนะนำให้อ่านจาก หนังสือออกญาวิชาเยนทร์ (ที่ผู้เขียนนำมาอ้างอิง)
นี่คือภาพลักษณ์เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ในสายตาคนไทย ส่วนบันทึกความจำของออกพระศักดิ์สงคราม (ฟอร์แบง) ฉายภาพออกญาวิชาเยนทร์ไว้ว่าเป็นคนอกตัญญู หักหลังอย่างโหดเหี้ยม แม้กระทั่งกับคนที่มีพระคุณ เช่นเจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งเป็นที่สมุหนายก ได้พาไปถวายสมเด็จพระนารายณ์จนได้รับราชการใกล้ชิด ต่อมาเจ้าพระยาคลังก็ถูกปลดจากข้าราชการเพราะคนที่ท่านฝากให้ทำงานไปเพ็ดทูลว่าไม่ซื่อสัตย์ มีการทุจริต เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจต่อข้าราชการไทยมาก จึงเตรียมการสำเร็จโทษ แต่ข่าวถึงหูออกญาวิชาเยนทร์ก่อน จึงกราบบังคมทูลสมเด็จพระนารายณ์ให้ลงพระราชอาญา ทำให้ผู้ก่อการถูกประหารชีวิตถึง 300 คน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเพทราชายึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ ฝรั่งเศสก็ต้องถอยจากสยาม ออกญาวิชาเยนทร์ก็ถูกประหารชีวิตขณะที่มีอายุ 40 ปี และได้ตำแหน่งสมุหนายก เป็นออกญาวิชาเยนทร์อยู่ 7 เดือน (วันได้รับพระราชทานตำแหน่งและบรรดาศักดิ์สูงสุด คงหลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนารายณ์ในราวเดือน พ.ย. 2230)
บ้านรับรองราชทูต หรือบ้านวิชาเยนทร์นั้น ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่มีในสยามในครั้งนั้นก็มีด้วยเทคนิคของฝรั่งเช่นระบบน้ำประปา ที่ใช้ท่อดินเผารองรับน้ำ ห้องครัว ห้องเครื่องแบบฝรั่ง รวมทั้งเตาอบขนาดใหญ่ก็มีพร้อม
นอกจากเรือนรับรอง และที่พักอย่างสมเกียรติแล้ว ยังสร้างโบสถ์คริสต์ไว้ด้วย ศิลปกรรมรอบนอกที่โบสถ์ เช่น วงกบซุ้มหน้าต่างเป็นลวดลายไทย แต่ภายในคงเป็นฝรั่งแน่นอน รวมทั้งแท่นบูชาหินอ่อนที่ไม่เคยมีที่ไหนใช้มาก่อนก็จัดให้ที่โบสถ์นี้ ด้านหลังพระแท่นมีประตูสองช่องด้านเหนือและใต้ ด้านหลังโบสถ์เป็นผนังทึบ ด้านบนมีช่องโค้งรูปกลีบบัวซึ่งน่าจะเป็นช่องแสง ส่วนผนังด้านหน้าอาคาร มีช่องประตู 1 ช่อง เหนือช่องประตู เป็นช่องแสงรูปวงกลม เหนือขึ้นไปเป็นช่องรูปกลีบบัว ที่ปีกอาคารทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้มีประตูทางเข้า ที่ห้องมีบันไดขึ้นไปด้านบนได้ ด้านบนมีช่องหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยม ที่ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้วมีเสาปลายเป็นรูปกลีบบัวยาวซึ่งเป็นศิลปะแบบไทยปัจจุบันเครื่องบนพังทลายไปแต่เดิมสันนิษฐานว่าเป็นหลังคาทรงไทย ลักษณะเช่นเดียวซุ้มประตูหน้าต่างด้วย
ถ้าหากไม่เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา หรือถ้าได้รับการดูแลอย่างดีและต่อเนื่อง บ้านหลวงรับรองราชทูตจะเป็นบ้านฝรั่งที่งดงามแห่งหนึ่งทีเดียว ส่วนประวัติออกญาวิชาเยนทร์ก็น่าทึ่งยิ่งนัก จากกลาสีเรือแตกชาวกรีก มาเป็นสมุหนายกในสยามได้ อัศจรรย์จริงๆ







