
ปฏิรูปคุก
กรณี นายกิตติกร วิดาหะ หรือต้อม ผู้ต้องหาใช้อาวุธมีดแทงและปาดคอชิงโทรศัพท์มือถือไอโฟน
กรณี นายกิตติกร วิดาหะ หรือต้อม ผู้ต้องหาใช้อาวุธมีดแทงและปาดคอชิงโทรศัพท์มือถือไอโฟน นายวศิน เหลืองแจ่ม บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จนเสียชีวิต บริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เมื่อค่ำวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นคดีสะเทือนขวัญของประชาชนอย่างยิ่งต้อนรับปี 2560 ถึงขั้นมีเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิต นายกิตติกร ทันที
ด้วยเหตุผลผู้ต้องหากระทำการอันโหดร้ายและมีประวัติถูกจับกุมตั้งแต่อายุ 13 ปี และส่งเข้าพัฒนาพฤตินิสัยกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติมาแล้วถึง 8 ครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำผิดซ้ำซากเป็นสันดานยากที่จะให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีได้
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาดังกล่าวเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2559 ในความผิดฐาน “ผลิตและครอบครองพืชกระท่อม (ผลิตน้ำกระท่อม) ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2559 ให้จำคุก 8 เดือน ปรับ 1.25 หมื่นบาท แต่จำเลยต้องขังมาพอแก่โทษปรับแล้ว จึงได้ปล่อยตัวไปในวันเดียวกันกับวันที่พิพากษา ก่อนมาก่อเหตุสะเทือนขวัญในวันที่ 4 ม.ค. 2560
ความจริงการก่อเหตุซ้ำของผู้ที่พ้นโทษออกมาจากเรือนจำ มักมีให้เห็นกันเป็นประจำ ทั้งในส่วนเด็กและเยาวชน หรือผู้ที่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถหามาตรการป้องกันการก่อเหตุได้เลย และเรื่องนี้แม้ผู้ต้องหายังไม่เคยถูกดำเนินคดีร้ายแรงก่อน แต่มีการกระทำความผิดซ้ำหลายครั้งทำไมจึงถูกปล่อยตัวมาโดยง่าย
เรื่องนี้ประชาชนได้ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาทันทีว่า ทำไมบุคคลที่มีประวัติก่ออาชญากรรมมาอย่างโชกโชนเข้าออกเรือนจำหลายครั้งแล้วถึงปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำได้ หรือทำไมคนที่ออกมาจากคุก จึงกระผิดซ้ำซากอีก หรือกระบวนการบำบัดกระบวนการฟื้นฟูจิตใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ผล
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งยกเครื่องปฏิรูปเรื่องกระบวนการควบคุมดูแลบำบัดไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมากระทำผิดซ้ำอีก โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการกำหนดเลื่อนขั้นนักโทษ เพื่อให้ได้รับการลดโทษในโอกาสพิธีต่างๆ จนกระทั่งนำไปสู่การได้รับการปล่อยตัวออกมาสู่สังคมควรจะต้องมีการทบทวนมาตรการกันใหม่ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการให้โอกาสผู้ต้องขังที่ต้องการกลับใจจริงๆ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด
ขณะเดียวกัน นักโทษคนใดที่ก่อคดีซ้ำหรือประพฤติตนไม่ดี กรมราชทัณฑ์จะต้องหามาตรการฟื้นฟูดูแลให้กลับใจเป็นคนดีให้ได้ ไม่ใช่ขังให้ครบโทษแล้วปล่อยออกมา เพราะถ้าหากยังมีการก่อคดีเช่นนี้อีกจะยิ่งทำให้สังคมรังเกียจคนที่เคยติดคุกมาแล้ว จะยิ่งส่งผลให้คนเหล่านั้นไม่มีหนทางกลับคืนเป็นคนดีได้
ฉะนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันโดยเฉพาะรัฐบาลต้องหันกลับมาสนใจปัญหาของสังคมให้มากขึ้น เพราะนับวันปัญหาการก่ออาชญากรรมยิ่งเพิ่มขึ้น การจะใช้ยาแรงลงโทษผู้กระทำผิด เช่น การเพิ่มโทษประหารชีวิต ไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาเพราะทุกวันนี้คดีฆ่าคนตายสูงสุดคือ ประหารชีวิตอยู่แล้ว
สิ่งสำคัญสุดคือขอให้ประชาชนคนไทย อย่าได้ไปรังเกียจคนที่ติดคุก ควรให้โอกาสพวกเขาเหล่านั้นกลับตัวเป็นคนดี โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐและบริษัทห้างร้านทั้งหลาย การไปกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเข้าทำงานว่าต้องไม่เคยต้องโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษานั้นเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เพราะยิ่งจะทำให้เขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสกลับตัวเป็นคนดีคือเมื่อไม่มีงานทำสังคมรังเกียจ แน่นอนสุดท้ายเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้ ต้องเดินกลับไปซ้ำรอยเดิม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ







