
การพัฒนามนุษย์ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
โดย...ปกรณ์ นิลประพันธ์
โดย...ปกรณ์ นิลประพันธ์
เมื่อสองสามปีมาแล้ว รายงานประจำปีของ OECD วิเคราะห์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า พลเมืองโลกต้องมีคุณลักษณะ 3 ประการ เรียงตามลำดับ คือ (1) มี Creativity หรือมีความคิดสร้างสรรค์ (2) มี Collaboration หรือมีความสามารถที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเข้าอกเข้าใจกัน และ (3) มี Talent หรือมีความฉลาด
เหตุที่เขาเรียงลำดับอย่างนี้ เพราะโลกในอนาคตเป็นโลกที่มีความใกล้ชิดและเชื่อมโยงกันอย่างมาก โดยผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งระบบการคมนาคมขนส่งที่ทั้งสะดวกและง่ายดาย ทำให้พรมแดนเป็นเสมือนเส้นสมมติ การค้าขายสินค้าหรือบริการขั้นพื้นฐาน (Primary Product) ในรูปแบบเดิมๆ ยังคงมีอยู่ แต่จะน้อยลง เพราะไม่มีมูลค่าเพิ่ม ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการทั้งเล็กทั้งใหญ่ จึงต้องผนวก “ความคิดสร้างสรรค์” ลงไปในสินค้าหรือบริการของตนเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และตรงกับความต้องการของตลาดที่จะแตกต่างหลากหลายออกไปอย่างมากมาย ไม่จำกัดเฉพาะตลาดของสินค้าเฉพาะอย่าง (Product Market) หรือตลาดตามภูมิศาสตร์ (Geographical Market) ตามตำรายุค 1970s อีกต่อไป
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ต่างจากนวัตกรรม (Innovation) ตรงที่อาจไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่ขึ้น แต่ทำให้สินค้าหรือบริการมีมูลค่ามากขึ้น เช่น ข้าว เมื่อก่อนขายใส่กระสอบ เดี๋ยวนี้มีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ต่างๆ น่าซื้อหาเป็นของขวัญของฝาก ขนมโมจิของญี่ปุ่นที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ชวนซื้อ แม้จะแกะออกมาแล้วมันก็คือโมจิรสชาติคล้ายๆ กันนั่นแหละ หรืออย่างขนมปังอบชีสไส้สับปะรดของชาวบ้านแถวหัวหินที่มีต่างชาตินำไปทำรูปร่างหน้าตาให้ดูดีแล้วใส่บรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดชวนซื้อเป็นของฝากในราคาแสนแพง หรือการสร้าง Content ของเกมที่เกมเมอร์เห็นแล้วต้องสูดปากซื้อหามาเล่น หรือการออกแบบสติ๊กเกอร์ที่ใช้ส่งให้แก่กันในสังคมออนไลน์ เป็นต้น
การสร้างคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่สั่งให้คิด แต่ต้องควบคู่ไปกับการให้คำแนะนำ ให้กำลัง ให้โอกาส ให้การยอมรับ ให้เวทีแสดงออก ฯลฯ
สำหรับดิจิทัลนั้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปรียบได้กับถนนที่จะนำสินค้าหรือบริการไปจำหน่ายได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น การมีระบบดิจิทัลที่ดีเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็น แต่ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับการมีสินค้าหรือบริการที่มีความคิดสร้างสรรค์ไปจำหน่ายด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าคนอื่นสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่เราจัดทำขึ้น นำสินค้าหรือบริการแปลกๆ ใหม่ๆ เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
ในประเด็น Collaboration นั้น เขาบอกว่าการที่โลกอยู่ในสถานะเสมือนไร้พรมแดนจากความก้าวหน้าของการสื่อสาร จะทำให้เราต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าเราไม่สามารถอยู่ในสังคมอย่างเข้าใจและเข้าถึงกัน มันจะเกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความแตกแยก ดังเช่นที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหงทั่วโลกในขณะนี้ เขาจึงบอกว่าคนในอนาคตจะต้องมีคุณลักษณะนี้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่โดยปราศจากความเข้าใจวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ศาสนา และการดำรงชีวิตของผู้อื่นที่หลากหลาย เพราะทุกคนมีคุณค่า ที่สำคัญคือต้องรู้รักสามัคคีกัน
การจะมี Collaboration ได้ต้องเปิดใจกว้าง ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ ไม่ใช่รู้จักแต่ตัวเอง หรือแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้จัก แต่ดันผ่าไปรู้จักเรื่องของคนอื่น แถมรู้อย่างงูๆ ปลาๆ
ความฉลาดเขานับเป็นลำดับสุดท้าย เพราะถ้าฉลาดตามตำรา แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็ยากที่จะเจริญได้ หรือถ้าฉลาดแต่ไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสังคม ก็อยู่ร่วมกับผู้อื่นยาก และเป็นปัญหาของสังคมในที่สุด ที่ร้ายที่สุดคือฉลาดแต่ไม่รู้จักพอ พวกนี้จะเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่คิดถึงส่วนรวม ไม่คิดถึงชาติบ้านเมือง เขาจึงจัดฉลาดไว้ท้ายสุด
จะว่าไปทุกประเทศให้ความสำคัญกับการ “พัฒนามนุษย์” เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติ ที่ผ่านมาเราดูเหมือนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้ไม่แพ้ชาติใดๆ โดยเฉพาะการสร้าง “ความฉลาด” โดยไม่ค่อยใส่ใจเรื่อง Creativity กับ Collaboration สักเท่าไรนัก ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างหลักสูตรและเนื้อหาวิชาที่เรียน ซึ่งนับว่าสวนทางกับการพัฒนามนุษย์ของชาติอื่นมาก แถมเอาเข้าจริงกระบวนการพัฒนามนุษย์ของเรากลายเป็นสร้างตำแหน่ง สร้างระบบ สร้างหลักสูตร สร้างหน่วยงานเสียเป็นหลัก ผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินของสถาบันต่างๆ ในระดับโลก แสดงให้เห็นว่าเราพัฒนามนุษย์ผิดทิศผิดทางมากว่า 30 ปี ตัวอย่างเช่น เรามีโรงเรียน (ที่เราคิดว่า) ดี วิชาแข็ง ต้องส่งลูกไปเรียนให้ได้แม้จะต้องจ่ายเงินค่าเทอมแพงๆ แถมต้องตื่นตี 4 ตี 5 เพื่อไปโรงเรียน แต่สุดท้ายเด็กก็ต้องแห่ไปเรียนพิเศษกันตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกเดียว แม้กระทั่งเด็กในโรงเรียนดังๆ ทั้งหลายที่ผู้คนพยายามตะเกียกตะกายส่งลูกหลานไปเรียนด้วย คำถามคือถ้าโรงเรียนสอนดีจริง ทำไมต้องระดมไปเรียนพิเศษกัน กลายเป็นเสียเงินสองต่อ
การขาดทักษะด้าน Creativity ทำให้วิธีคิดในเรื่องต่างๆ ของทรัพยากรมนุษย์ของเราหมุนวนอยู่กับ “เรื่องเดิมๆ” อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่คุ้นเคยที่จะคิดสิ่งใหม่ หรือคิดที่จะทำอะไรใหม่ๆ ความขาดแคลนนี้กลายเป็นการสร้าง “อวิชชา” หรือความไม่รู้ขึ้นโดยปริยาย และเมื่อมีความไม่รู้ ความกลัวก็บังเกิด ดังนั้นเมื่อมีความคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาจึงยากที่จะสร้างการยอมรับ แม้ลึกๆ ในใจหลายคนจะแอบคิดว่า “มันก็น่าจะดีนะ” ก็ตาม แต่ส่วนใหญ่จะพูดเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนว่า “ของเดิมมันดีอยู่แล้ว จะไปปรับปรุงแก้ไขมันทำไม” มีคนน้อยมากที่จะพูดออกมาดังๆ ว่า “ถ้าของเดิมมันดีอยู่แล้ว ทำไมมันจึงเกิดปัญหาขึ้นในอดีตล่ะ???” หรือ “ของเก่ามันมีปัญหาอยู่ทนโท่ ทำไมถึงจะไม่แก้ไขล่ะ!!!”
ความขาดแคลนด้าน Collaboration ทำให้ทรัพยากรมนุษย์ของเราวุ่นวายอยู่กับตัวเองมาก เพราะไม่รู้จักคนอื่น มีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นน้อยมาก คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่น เอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ เป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ กลายเป็นว่าทุกเรื่องถ้าไม่ชนะก็แพ้ ไม่มีใครอยากแพ้ จึงนำมาซึ่งการใช้อารมณ์หรือความรุนแรงในการตัดสินใจมากกว่าการใช้เหตุผลเพราะแพ้ไม่ได้ ทำให้ความรู้รักสามัคคีดังที่เคยมีอยู่อย่างเหนียวแน่นในสังคมไทยมาแต่เดิมเสื่อมคลายลงเรื่อยๆ ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างมากต่อการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม นอกจากนี้ การขาด Collaboration ยังทำให้ทรัพยากรมนุษย์ของเราอยู่ร่วมในสังคมโลกได้ยากเย็นมากขึ้น เพราะเรารู้จักภาษา วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชนชาติอื่น ภาษาอื่น อย่างผิวเผิน แม้กระทั่งชนชาติที่มีภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกันที่สุดก็ตาม
ในฐานะผู้สังเกตการณ์สังคม ผู้เขียนมีความห่วงใยก้าวต่อไปในการพัฒนามนุษย์ของชาติเป็นอย่างมาก เพราะมนุษย์เป็นพลังอันแท้จริงในการขับเคลื่อนสังคมและการปฏิรูปประเทศชาติเพื่ออนาคต เราใช้เวลาเพื่อการพัฒนาในเรื่องนี้มากว่า 30 ปีแล้ว และได้บทเรียนเป็นค่าเสียโอกาสของชาติอย่างหาค่ามิได้มานานพอแล้ว ผู้เขียนจึงเห็นว่าเราควรร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว แล้วจูงมือกันเดินไปให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง มากกว่าที่จะทำอะไรต่อมิอะไร “แบบเดิมๆ” ที่ทำให้เราอยู่กับที่มาหลายสิบปี







