
ญี่ปุ่น 2017 สดใส ลุ้นนโยบายทรัมป์-บริโภคฟื้น
นักวิเคราะห์ต่างพากันคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้จะสดใสกว่าปีที่ผ่านมา
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
นักวิเคราะห์ต่างพากันคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้จะสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงหลังเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจากคาดการณ์ อัตราเงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ และดัชนีนิกเกอิก็ตอบรับแนวโน้มดังกล่าวอย่างดีด้วยการเปิดตลาดปี 2017 นี้มาอย่างสดใส โดยเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้น 2.51% ทำสถิติพุ่งขึ้นสูงสุดรอบ 13 เดือน
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) คาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นปี 2017 จะเติบโต 1% ขณะที่แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ คาดการณ์จะขยายตัวได้ 1.4% ส่วนสถาบันวิจัยญี่ปุ่นคาดการณ์จะขยายตัว 0.9% ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจจาก 1.2% เป็น 1.5% ในปีงบประมาณหน้าเริ่มต้นเดือน เม.ย. 2017
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังไตรมาส 3 ของปี 2016 ที่สามารถโตได้ถึง 1.3% และไตรมาส 4 ก็ฉายแววสดใสจากการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว โดยไม่ได้หยุดอยู่ที่เชิงมูลค่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเชิงปริมาณที่ปรับขึ้น 7.4% ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่มากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี
ตัวเลขค้าปลีกในเดือน พ.ย. ปรับขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมากกว่าที่รอยเตอร์สคาดการณ์ไว้ที่ 0.6% และยังเป็นสัญญาณแสดงการฟื้นตัวของภาคบริโภค หลังจากโดนกดดันจากการขึ้นภาษีขายเมื่อปี 2014 จาก 5% เป็น 8% ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ก็ยังเลื่อนการขึ้นภาษีขายอีกครั้งจาก 8% เป็น 10% ออกไปไกลจากเดิมที่ต้องขึ้นในปีที่แล้ว ไปยังปี 2019 ด้วย ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นในนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาจับจ่ายใช้สอย
เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้รับแรงสนับสนุนจากบีโอเจ โดยแม้ในปีที่ผ่านมาบีโอเจจะทดลองอัตราดอกเบี้ยติดลบ ก่อนจะหันไปใช้ยิลด์เคิร์ฟในการกำหนดทิศทางการทุ่มเงินลงทุนซื้อสินทรัพย์คืน แต่บีโอเจก็ยังไม่มีแนวโน้มจะลดขนาดการใช้มาตรการผ่อนคลายเอาง่ายๆ จึงยังคงเป็นหนึ่งในแรงหนุนที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลอาเบะก็พร้อมจะทุ่มมาตรการการคลังในการช่วยเหลือเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณนี้ซึ่งจะสิ้นสุดลงเดือน มี.ค.ปีนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีการลดภาษีนิติบุคคลจากมากกว่า 32% อยู่ที่ราว 30% ในปัจจุบัน ขณะที่งบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2017 ยังสูงถึง 97.45 ล้านล้านเยน (ราว 30 ล้านล้านบาท) และยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางกีฬาเอาไว้รองรับการจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2020 อีกด้วย
ในส่วนของทิศทางระยะยาวนั้น พรรครัฐบาลของญี่ปุ่นยังพยายามปูทางให้นายกรัฐมนตรีอาเบะได้อยู่ต่อจนถึงปี 2021 จากเดิมที่จะหมดวาระลงในเดือน ก.ย.ปีหน้า โดยความนิยมของอาเบะพุ่งขึ้นไปแตะ 64% เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2013 ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันยังดำเนินการลดชั่วโมงการทำงานของชาวญี่ปุ่นลง โดยโนมูระ ระบุว่า แม้จะทำให้ผลผลิตของพนักงานลดลง แต่ก็จะช่วยให้ศักยภาพการผลิตปรับตัวดีขึ้นในอนาคต รวมถึงยังเป็นส่วนเสริมช่วยให้อัตราการเกิดปรับขึ้นอีกด้วย หลังญี่ปุ่นประสบปัญหาประชากรเกิดใหม่ลดลง
ทั้งนี้ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงจากระดับ 104 เยน/เหรียญสหรัฐ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ไปอยู่ที่ระดับ 116 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากความคาดหวังต่อนโยบายของทรัมป์ที่จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.ที่จะถึงนี้ โดยทรัมป์ให้สัญญาจะลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% พร้อมเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งสูงสุดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปี ส่งผลให้เกิดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเร่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งอาจสูงสุดถึง 3 ครั้ง หากขึ้นครั้งละ 0.25%
อย่างไรก็ตาม นโยบายของทรัมป์ยังคงไม่แน่นอนว่าจะทำได้ตามที่ให้สัญญาไว้หรือไม่ ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังมาพร้อมกับลัทธิปกป้องการค้าที่จะสร้างความปวดหัวให้กับภาคเอกชนของญี่ปุ่น โดยที่ผ่านมาสหรัฐในสมัยรัฐบาลโอบามาประท้วงญี่ปุ่นจากการจงใจกดค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลง เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกโดยเสมอมา ขณะที่นโยบายของทรัมป์ยังจงใจมุ่งเป้าไปที่ประเทศที่จงใจอ่อนค่าเงินตัวเองอีกด้วย ซึ่งญี่ปุ่นอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังมานับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2016
จากผลสำรวจเอกชน 108 แห่ง ของสำนักข่าวเกียวโด พบว่า 59 แห่ง หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่สามารถคาดการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น จะออกมาในรูปแบบใดได้ และ 45 แห่ง คาดการณ์ว่าจะเจอลัทธิปกป้องการค้ามากขึ้นหลังทรัมป์ครองตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
อาเบะ ไม่นิ่งนอนใจอยู่เฉย ทันทีที่ทรัมป์คว้าชัยชนะมาได้นั้น อาเบะกลายเป็นผู้นำโลกคนแรกที่เดินทางด้วยตัวเองไปพบกับทรัมป์ถึงนิวยอร์ก และยังพยายามสานสัมพันธ์กับสหรัฐให้มากขึ้นด้วยการเดินทางไปยังเพิร์ลฮาร์เบอร์เพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตจากการลอบโจมตีของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในปี 1941 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนอกจากจะเป็นการสานสัมพันธ์กับสหรัฐแล้ว ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังสนับสนุนการไปเพิร์ลฮาร์เบอร์ของอาเบะด้วย โดย 84% ของชาวญี่ปุ่นเห็นด้วยกับอาเบะ
ในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นยังคงไม่ฟื้นตัว โดยในเดือน พ.ย. การใช้จ่ายของครัวเรือนปรับลดลงไป 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหลัก ซึ่งรวมราคาพลังงานแต่ไม่รวมราคาอาหารที่มีความผันผวนมาก ปรับลง 0.4% ในเดือนเดียวกัน โดยการใช้จ่ายครัวเรือนและเงินเฟ้อที่ยังไม่ฟื้นจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจญี่ปุ่นต่อไปอีก







