
2 ปัจจัยหนีพท. ทนอดไม่ไหว-สู้ไม่ชนะ
ตลาดนัด สส.ในปีนี้คึกคักกันเป็นพิเศษหลังปรากฏข่าวการย้ายพรรคของ สส.ออกมาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมืองยุติลง เป็นข้อสงสัยว่านี่เป็นการส่งสัญญาณถึงการยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งหรือไม่ หรือเหตุใดพรรคการเมืองถึงต้องได้เร่งระดม สส.เข้าพรรคกันมากขนาดนี้
ตลาดนัด สส.ในปีนี้คึกคักกันเป็นพิเศษหลังปรากฏข่าวการย้ายพรรคของ สส.ออกมาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมืองยุติลง เป็นข้อสงสัยว่านี่เป็นการส่งสัญญาณถึงการยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งหรือไม่ หรือเหตุใดพรรคการเมืองถึงต้องได้เร่งระดม สส.เข้าพรรคกันมากขนาดนี้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ปรากฏการณ์การย้ายพรรคของ สส.เกิดขึ้น 2 ช่วงจังหวะสำคัญ คือ 1.การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบ 2554
ในกรณีของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เห็นได้ว่าผลการลงมติที่ออกมามีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลพอควร เพราะมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่หลายคน หลังอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะปรับคนเก่าออก จนทำให้กลุ่มของ “ไชยยศ จิรเมธากร” อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน พร้อมด้วย สส.อีกจำนวนหนึ่ง ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมกับได้ตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการสมใจ
ไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทยก็ต้องเจ็บตัวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาเพราะมี สส.ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทยหลายคน เช่น สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์สส.สัดส่วน วุฒิชัย กิตติธเนศวร สส.นครนายก หลังจากที่ก่อนหน้านี้มี จุมพฏ บุญใหญ่ สส.สกลนคร และ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร สส.สระบุรี ประกาศตัวร่วมงานกับภูมิใจไทยมาแล้ว
ขณะที่ในช่วงของการพิจารณางบประมาณได้ปรากฏข่าวการย้ายพรรคต่อเนื่อง คึกคักกว่าช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้านหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายงบประมาณมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของ สส.ในการจะดึงงบประมาณลงพื้นที่ตัวเองเพื่อสร้างคะแนนความนิยมทางการเมือง
ผลของการลงมติในกฎหมายงบประมาณเป็นอีกครั้งที่พรรคเพื่อไทยต้องประสบกับอาการเลือดไหล เมื่อได้ปรากฏชื่อ “ปิยะรัช หมื่นแสน” สส. ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่ลงคะแนนให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งสวนมติของพรรคเพื่อไทย ตามด้วยกรณีของ “นที สุทินเผือก” หรือกรุง ศรีวิไล และ“จิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์” 2 สส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ประกาศตัวเป็นทางการไปอยู่ใต้ร่มเงาของพรรคภูมิใจไทย
ไม่เพียงเท่านี้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นพรรคเดียวที่มีความเคลื่อนไหว เพราะพรรคชาติไทยพัฒนาก็ได้จับมือเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพรรคเพื่อแผ่นดินในกลุ่ม 3พี “พินิจไพโรจน์ปรีชา” ที่มี สส.อยู่ในมือ 12-14 คน จะมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ไม่ค่อยปรากฏความเคลื่อนไหวในตลาดซื้อขาย สส.
แต่หากจะเปรียบเทียบความคึกคักคงต้องยกให้กับมหกรรมดูด สส.พรรคเพื่อไทยของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีคำถามอยู่ว่าทำไมบรรดา สส.พรรคเพื่อไทยต้องสละเรือเพื่อมาขึ้นรถไฟขบวนภูมิใจไทย
ประการแรก หากมองไปที่โครงสร้างอำนาจของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นพรรคที่กุมความได้เปรียบในทุกด้าน เพราะดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม ซึ่งล้วนเป็นกระทรวงที่อำนาจล้นฟ้าง่ายต่อการสร้างความนิยมในพื้นที่ได้ แม้กระทั่งการสร้างอำนาจทางการเมืองในท้องถิ่น เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านไม่สามารถเนรมิตให้ สส.ได้
ประการต่อมา กลุ่มทุนของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นสองรองจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มซิโนไทย ของ พ่อลูก “ชวรัตน์อนุทิน” ชาญวีรกูล หรือกลุ่มคิง เพาเวอร์ ของ วิชัย รักษ์ศรีอักษร ถือเป็นทุนใหญ่ที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษิณ ชินวัตร
ประการสุดท้าย ตัวตน “เนวิน ชิดชอบ” โดยในสงครามการเมืองเนวินขึ้นชื่อว่า “ใจถึงพึ่งได้” จึงเป็นการซื้อใจ สส.ให้มีความภักดีต่อนายใหญ่แห่งบุรีรัมย์คนนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สส.พรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองอื่นๆ ตัดสินใจอยู่ใต้ปีกของเนวิน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการย้ายพรรคที่เกิดขึ้นของ สส.พรรคเพื่อไทย คงไม่ได้เกิดจากการพิศวาสพรรคภูมิใจไทยหรือเนวินมากนัก แต่น่าจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ ความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยปล่อยให้คนเสื้อแดงลากจูงพรรคมากจนเกินไป สร้างความอึดอัดให้กับ สส.ในพื้นที่บางคน เพราะต้องคอยรับหน้าเสื่อออกค่าใช้จ่ายให้กับแกนนำคนเสื้อแดงบางพื้นที่ที่มาขอความช่วยเหลือทางการเงิน
ขณะเดียวกันการชุมนุมคนเสื้อแดงที่สิ้นสุดลงด้วยความย่อยยับก็เป็นอีกปมหนึ่งที่ สส.เริ่มทบทวนกับการร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทย เพราะคนเสื้อแดงในฐานะเป็นมวลชนของพรรคไม่สามารถล้มรัฐบาล พร้อมกับพูดกันภายในว่า ทักษิณหรือเสื้อแดงสู้ก็เหมือนวิ่งชนกำแพง มีแต่แพ้กับแพ้
นอกจากนี้ แกนนำคนเสื้อแดงทั้งในระดับนปช. และระดับจังหวัดยังพองตัว ข่ม สส.ในพื้นที่ ทั้งรีดไถ บางรายส่งเครือข่ายเสื้อแดงลงชิงเก้าอี้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นและ สส. ทำให้ สส.พรรคเพื่อไทยไม่พอใจท่าทีของพรรคที่ปล่อยให้คนเสื้อแดงโตเกินไปจนยากควบคุม นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่าง สส.เพื่อไทยและคนเสื้อแดงหลายครั้ง
ส่วนรัฐบาลก็ล้มยาก ฝ่ายค้านจะหวังให้รัฐบาลขัดแย้งกันเองจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็เหมือนฝันหวาน เพราะ “อภิสิทธิ์” สามารถบริหารความขัดแย้งได้ หรือถ้าจะรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคำตัดสินออกมาตามนั้นหรือไม่
ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งกล้าตัดสินใจเดินหันหลังให้กับพรรค และหาสังกัดใหม่อย่างพรรคภูมิใจไทยที่พวกเขาคิดว่าจะให้ความร่มเย็นได้มากกว่า เพราะฝืนอยู่ไปก็เท่ากับว่าต้องอดอยากปากแห้งต่อไปเพื่อรอวันสอบตกในอนาคต สู้ไปหาน้ำบ่อหน้าแทน
ถึงที่สุดแล้วการดึง สส.ในระยะนี้ไม่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการยุบสภา เพราะรัฐบาลเลือกดำรงสถานะความเป็นฝ่ายบริหารต่อไป แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นชื่อว่าไม่มีอะไรแน่นอน บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จึงมีความจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลาด้วยการสะสมเสบียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้







