posttoday
อุตสาหกรรมบริการกำลังจะได้ อานิสงส์มากสุดจากการค้าโลก

อุตสาหกรรมบริการกำลังจะได้ อานิสงส์มากสุดจากการค้าโลก

27 ธันวาคม 2559

โดย...ธนาคารเอชเอสบีซี

โดย...ธนาคารเอชเอสบีซี

บทวิจัยล่าสุดของเอชเอสบีซี ระบุว่าจากการที่ปัจจัยฉุดรั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองทำให้การค้าสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าอุตสาหกรรมทั่วโลกชะลอตัวลง ธุรกิจส่งออกที่ต้องการเพิ่มยอดขายควรมองหาโอกาสจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ

ขณะที่การส่งออกสินค้าทั่วโลกมีโอกาสหดตัวประมาณ 3% ในปีนี้ (ในรูปเหรียญสหรัฐ) ยอดขายในต่างประเทศของภาคบริการ อย่างเช่น การท่องเที่ยว การธนาคาร การก่อสร้าง และการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เพิ่มขึ้น 1% จากบทวิจัยคาดการณ์การค้าโลกของธนาคารเอชเอสบีซี ซึ่งได้มีการวิเคราะห์เจาะลึกการค้าภาคบริการรายประเทศอย่างครอบคลุมที่สุด

หากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ไม่ได้ออกมาตรการกระตุ้นใหม่ๆ สำหรับการค้า มูลค่าการส่งออกสินค้าทั่วโลกคาดว่าจะฟื้นตัวทีละน้อย โดยจะขยายตัว 3% ในปี 2560 และจากนั้นจะขยายตัว 6% ต่อปี ไปจนถึงปี 2573 ขณะเดียวกันภาคบริการจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 12.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของกระแสการค้าโลกในปี 2573 เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 4.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้

อย่างไรก็ตาม หากมีการบังคับใช้อุปสรรคทางการค้าใหม่ๆ ทั้งที่เป็นมาตรการทางภาษีและมิใช่มาตรการทางภาษี ไม่ว่าจะสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐจากแนวคิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ หรือการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปแบบแข็งขันจริงจัง (Hard Brexit) ในสหราชอาณาจักร น่าจะมีผลทำให้มูลค่าการค้าสินค้าและบริการรวมกันในปี 2573 ลดลงร้อยละ 3 ไปอยู่ที่ 48.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากคาดการณ์ปัจจุบันที่ 50 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นาตาลี บลายท์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจบริการการค้าและเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ สายงานระดับโลก ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า ภาพรวมของการค้าทั่วโลกทั้งทางด้านสินค้าและบริการสะท้อนอย่างชัดเจนถึงมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรา และมูลค่าการกระจายความเสี่ยงในการเติบโตธุรกิจในระยะยาว เราได้เห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ลดลง กำลังกระตุ้นการขยายตัวของภาคบริการ ในขณะเดียวกันก็มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของการค้าสินค้า เช่น ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการใช้จ่ายด้านการลงทุนที่ซบเซา

ในการวิเคราะห์การค้าทวิภาคีระหว่างประเทศคู่ค้าสำคัญ 25 ประเทศ ธนาคารเอชเอสบีซีและบริษัท Oxford Economics ซึ่งเป็นบริษัทพันธมิตรวิจัย พบว่าตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินของโลก การส่งออกบริการขยายตัวแซงหน้าการขยายตัวของการค้าสินค้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความผันผวนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในภาคบริการน้อยกว่าการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า

ช่วงปี 2543-2558 การค้าในธุรกิจ B2B และธุรกิจไอซีทีขยายตัวได้ดี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 9% และ 12% ต่อปี ตามลำดับ เนื่องจากมีการพัฒนาแบบจำลองธุรกิจเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ 

ปี 2558 สหรัฐ สหราชอาณาจักร จีน เยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นผู้ส่งออกบริการรายใหญ่ที่สุดของโลก และจะยังคงเป็นเช่นเดิมในปี 2573 แต่ตลาดที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะเสียส่วนแบ่งการตลาด เนื่องจากทุกวันนี้หลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ได้พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น อินเดีย ได้กลายเป็นผู้ส่งออกกิจการรับจ้างบริหาร
ธุรกิจ (Business Process Outsourcing : BPO) และบริการสนับสนุนทางการเงิน เภสัชกรรม และวิศวกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีแนวโน้มที่จะส่งออกธุรกิจเหล่านี้เพิ่มขึ้นในอนาคต  

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การค้าภาคบริการยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับการค้าสินค้าในตลาดโลก โดยการค้าสินค้าคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 37 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 หรือคิดเป็นสัดส่วน 75% ของการค้ารวม

สำหรับการค้าภาคบริการในอาเซียนก็มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน และจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ  จีดีพีอาเซียนอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาคบริการของไทยในปี 2558 มีสัดส่วน 58% ของจีดีพี ตามหลังสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ที่ 76.5% และ 62% ตามลำดับ การส่งออกบริการของประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าภาพรวมสำหรับการส่งออกสินค้าจะอ่อนแอ การเติบโตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย และแผนการเปิดเสรีภาคการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย บ่งชี้ว่าการขยายตัวของภาคบริการของไทยมีแนวโน้มจะยังคงดำเนินต่อไป

ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า นโยบายปกป้องทางการค้าของทรัมป์ ทำให้ระดับของการปกป้องทางการค้าของสหรัฐเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับจีนและประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้าของสหรัฐ แต่นโยบายที่จะเกิดกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะไม่มากนัก เนื่องจากสหรัฐไม่ได้เป็นตลาดส่งออกหลัก ปริมาณการผลิตยึดโยงอยู่กับอุปสงค์ในตลาดโลก และสินค้าหลักที่ผลิตไม่ใช่สินค้าสำหรับผู้บริโภคได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทที่อ่อนเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม เนื่องจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นหลัก และจากการวิเคราะห์ของอัตราการแลกเปลี่ยน 36-37.5 บาท/เหรียญสหรัฐ และพบว่ายิ่งค่าเงินบาทอ่อนเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้มีโอกาสที่ทั้งกำไรสุทธิและมูลค่าหุ้นมากขึ้น ทั้งนี้ในบรรดาหุ้นที่เราดูแลอยู่ เราคิดว่าเคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ จะได้อานิสงส์มากที่สุดจากการอ่อนค่าของเงินบาท เพราะยอดขายสินค้าของบริษัทอยู่ในรูปสกุลเหรียญสหรัฐมากสุดที่ประมาณ 75% และบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) แต่อย่างไรก็ตาม KCE มีแนวโน้มที่สดใสของกลุ่มยานยนต์ และผลประกอบการที่คาดว่าจะแข็งแกร่งกว่าของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่ม นอกจากนี้ เรายังใช้สมมติฐานค่าเงินบาทในกรณีฐานที่ 35.6 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปกว่าสมมติฐานก็จะทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอีก

ทั้งนี้ เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 11 เดือนที่ 36.07 บาท/เหรียญสหรัฐ ท่ามกลางแรงขายสุทธิในหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐยังคงมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มเศรษฐกิจ และทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐในปีหน้า อย่างไรก็ดีการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มชะลอลงในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากที่นักลงทุนบางส่วนมีการขายทำกำไรออกมาก่อนช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลในช่วงปลายปี

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง