
2016 สิ้นสุดวิกฤตน้ำมัน ดันราคาสู่ขาขึ้นปีหน้า
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในปลายปี 2016 นี้ กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ได้ร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกที่นำโดยรัสเซีย จับมือกันลดกำลังการผลิตลงรวมราว 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ที่โอเปกสามารถตกลงกับชาติสมาชิกในการลดกำลังการผลิตได้ และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่สามารถตกลงกับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก รวมถึงยังนับเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามราคาน้ำมันอีกด้วย
โอเปกใช้กลยุทธ์การผลิตเกินปริมาณเพื่อกำจัดคู่แข่งเกิดใหม่อย่างผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (เชลออยล์) ของสหรัฐมานับตั้งแต่ปี 2014 ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงจากมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เหลือเพียงระดับ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในต้นปี 2016 นี้ โดยการสิ้นสุดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากชาติโอเปกต่างเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจจากรายได้ที่หดลงไป อย่างไรก็ตามใช่ว่าราคาน้ำมันจะทะยานกลับไปสู่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้อย่างง่ายดาย
กลยุทธ์ราคาน้ำมันที่ผ่านมา สามารถกำจัดคู่แข่งอย่างสหรัฐได้จริง โดยจากข้อมูลของเฮย์เนสแอนด์บูน บริษัททางกฎหมาย ระบุว่า ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซจากทวีปอเมริกาเหนือต้องยื่นขอความคุ้มครองจากศาลล้มละลายมากถึง 105 แห่ง นับตั้งแต่ต้นปี 2015 ที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) พบว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐลดลงจาก 9.6 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2015 เหลือ 8.58 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ทว่ากลยุทธ์ราคาน้ำมันกลับสร้างความทุกข์ทรมานให้กับสมาชิกกลุ่มโอเปกไม่เว้นแม้แต่ตัวตั้งตัวตีและผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มอย่างซาอุดิอาระเบีย โดยจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ซาอุดิอาระเบียที่มีงบประมาณเกินดุลมาโดยตลอดกว่า 10% ในช่วงปี 2011-2012 และ 5.8% ในปี 2013 กลับกลายเป็นต้องขาดดุลงบประมาณ 3.4% ในปี 2014 และมากถึง 15.9% ในปี 2015
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ซาอุดิอาระเบียต้องยกเลิกโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรมูลค่า 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 ล้านล้านบาท) รวมถึงปลดข้าราชการและขึ้นราคาพลังงาน ขณะที่ยังต้องออกพันธบัตรรัฐบาลเป็นครั้งแรกเพื่อเพิ่มทุน 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.9 แสนล้านบาท) จึงไม่แปลกใจในท้ายที่สุดโอเปกก็ประกาศสิ้นสุดสงครามน้ำมันลงในปี 2016
ด้านตลาดเฉลิมฉลองให้กับข้อตกลงดังกล่าวของกลุ่มโอเปก จากการที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 16% นับตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแม้กระทั่งโอเปกยังยอมรับว่า กว่าตลาดจะกลับสู่สมดุลที่การผลิตและแรงซื้อสอดคล้องกัน ก็ต้องเข้าสู่ช่วงหลังของปี 2017 ไปก่อน ขณะที่รายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า การตัดสินใจลดกำลังการผลิตของโอเปกจะช่วยให้ราคาเพิ่มขึ้น แต่เมื่อราคากลับมาแตะ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง จะทำให้ผู้ผลิตสหรัฐกลับมาผลิตเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่ต้องลดกำลังการผลิตลงไปจากราคาน้ำมันถูก
บรรดาผู้ผลิตสหรัฐนั้นมีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีศักยภาพการผลิตและความอดทนตั้งรับราคาน้ำมันถูกมากขึ้น จากข้อมูลของ ริสแทด เอเนอร์จี บริษัทที่ปรึกษา พบว่า จุดคุ้มทุนของราคาน้ำมันปรับลดลงจาก 59.03 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2014 เหลือ 29.44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ เมื่อเทียบกับจุดคุ้มทุนของอิหร่านที่ราว 15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และของซาอุดิอาระเบียที่ 12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นอกจากนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค. 2017 มีนโยบายในแผนการ 100 วันแรกหลังได้เป็นประธานาธิบดี จะปลดล็อกการควบคุมภาคส่วนพลังงานซึ่งมูลค่าสูงถึง 50 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,796 ล้านล้านบาท) หลังถูกจำกัดมาโดยตลอดในสมัยประธานาธิบดี บารัก โอบามา
ดังนั้น การจะจับตา “ยุคน้ำมันขาขึ้น” จึงต้องไปวัดกันอีกทีในปี 2017 ซึ่งยังคงเผชิญกับปัจจัยลบอีกมาก ขณะที่ด้านพี่ใหญ่ของกลุ่มอย่างซาอุดิอาระเบียกำลังเปลี่ยนแปลงประเทศของตัวเองให้พึ่งพารายได้จากน้ำมันน้อยลง ในแผนการ “ซาอุดิ วิชั่น 2030”
ในแผนการดังกล่าว ซาอุดิอาระเบียจะลดเงินเดือนข้าราชการลงให้เหลือ 40% ของงบประมาณรายจ่ายภายในปี 2020 จากเดิมที่ 45% โดยหันไปวางแผนสร้างงานภาคเอกชน 4.5 แสนอัตรา ภายในปีเดียวกัน และยังตั้งเป้าเพิ่มรายได้ที่ไม่ได้มาจากน้ำมันขึ้นจากปัจจุบัน 3 เท่า เป็น 5.3 แสนล้านริยาล (ราว 5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 การปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ คาดว่าจะทำให้รัฐบาลต้อง
ก่อหนี้เพิ่มขึ้นและทำให้หนี้สาธารณะขยายตัวขึ้นเป็น 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันอยู่ที่เพียง 7.7% เท่านั้น
สำหรับโภคภัณฑ์อื่นๆ โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างในปีหน้านี้ คาดจะกลับมาสู่ยุคขาขึ้นอีกครั้งจากการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐที่เตรียมจะลงทุนมากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า สร้างความหวังให้ตลาดวัตถุดิบการก่อสร้าง เช่น เหล็กและทองแดง ซึ่งราคาทองแดงที่ปรับขึ้นราว 20% ในรอบเพียงแค่ 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง และไปแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 บ่งชี้ว่าสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรับขึ้นดังกล่าวนั้นอาจคงอยู่เพียงชั่วคราว เพราะนโยบายอื่นๆ ของทรัมป์ทั้งการปกป้องการค้าด้วยการตั้งกำแพงภาษีและนโยบายอื่นๆ ที่ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น จะกลายเป็นการกดดันแรงซื้อของสินค้าโภคภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุด คือ แนวโน้มแรงซื้อจากจีน ซึ่งถือเป็นผู้ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่กว่าสหรัฐมาก
นโยบายของทรัมป์มีแนวโน้มที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น เช่น การลดภาษีของทรัมป์จะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว และดึงดูดเม็ดเงินมาสู่ค่าเงินเหรียญสหรัฐให้แข็งค่าขึ้น โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินเหรียญสหรัฐอยู่เสมอ หรือหมายความว่า หากเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะร่วงลงไปนั่นเอง
ความเคลื่อนไหวมักเกิดไปในทิศทางดังกล่าว เนื่องมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดระหว่างประเทศมักจะอยู่ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ดังนั้นหากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น จะทำให้ผู้ซื้อรายอื่นๆ
ทั่วโลกต้องซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาแพงขึ้นนั่นเอง
แต่ไม่ว่าจะน้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดวัสดุก่อสร้าง ก็จำต้องจับตาแรงซื้อจากจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจีนนับเป็นผู้บริโภครายใหญ่ และกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องหันไปพึ่งพาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถใช้นโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ท่ามกลางหนี้มหาศาล
การซื้อทองแดงของจีนแซงหน้าสหรัฐมาตั้งแต่ปี 2002 และยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง โดยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แรงซื้อเหล็กจากจีนอยู่ที่ 11.9 ล้านตัน ขณะที่สหรัฐอยู่ที่เพียง 1.8 ล้านตันเท่านั้น และทองแดงไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์เดียวที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในจีน แต่ยังรวมถึงอะลูมิเนียม นิกเกิล และสังกะสีด้วย
นอกจากนี้ สถานการณ์ของสินค้าโภคภัณฑ์อย่างวัสดุก่อสร้างต่างเผชิญกับปัญหาการผลิตเกินปริมาณจากการทุ่มลงทุนของบรรดาบริษัทโภคภัณฑ์ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา และการฟื้นตัวของราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านปริมาณการผลิตด้วยเช่นกัน
ความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งน้ำมันและวัสดุก่อสร้างจึงต้องจับตากันต่อไปในปี 2017 นี้







