posttoday
ความกลัวสะพัดสกัดโลกาภิวัตน์ ผลักดันลัทธิปกป้องการค้ามาแรง

ความกลัวสะพัดสกัดโลกาภิวัตน์ ผลักดันลัทธิปกป้องการค้ามาแรง

26 ธันวาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ในปี 2016 ที่ผ่านมา แนวคิด “ลัทธิปกป้องการค้า” ได้รับการพูดถึงมาตลอดทั้งปี จากเหตุการณ์สำคัญที่ช็อกโลก คือการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต และชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้รับปัจจัยขับเคลื่อนมาจากกระแสความหวาดกลัวต่อการค้าเสรีและการเปิดประตูชายแดนให้ผู้คนเข้า-ออกได้สบาย

สำหรับสาเหตุหลักที่ผลักดันให้ลัทธิปกป้องการค้าได้รับการพูดถึงในปัจจุบันนั้น โมฮัมเหม็ด เอล-อีเรียน คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์กและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของอลิอันซ์ บริษัทการเงินรายใหญ่ในยุโรป เคยแสดงทัศนะเอาไว้ว่า เป็นผลมาจากการอัดนโยบายการเงินในช่วงหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 และสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในสังคม ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำเป็นระยะเวลานาน 

ธนาคารกลางรายใหญ่ทั้ง 6 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงทั้ง 3 ธนาคารที่ได้รับการพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง อย่างธนาคารกลางสหรัฐ​ (เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีงบดุลรวมกันมากถึง 37% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งโลก ตามข้อมูลของ ฮานส์ ลอเรนเซน นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ป โดยทั้ง 3 ธนาคารที่ยกตัวอย่างมาต่างมีการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ​ (คิวอี) ที่มีการซื้อคืนสินทรัพย์จำนวนมหาศาล

การซื้อสินทรัพย์ครั้งหนึ่งหลายพันล้านเหรียญสหรัฐจากบรรดาธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงิน จะช่วยให้บรรดาธนาคารพาณิชย์มีเงินในมือมากขึ้น และทำให้ความต้องการปล่อยกู้มีมากขึ้นไปด้วยเช่นเดียวกัน ขณะที่การซื้อสินทรัพย์อย่างตราสารหนี้ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงไปด้วย และทำให้ผู้คนอยากกู้ยืมนำไปลงทุน เช่น ซื้อเครื่องจักร เพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงาน และจ้างงานเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ลอเรนเซนและนักวิเคราะห์อีกหลายคนกลับเห็นว่าการทุ่มเงินลงไปมหาศาลยากจะถึงเศรษฐกิจภาคจริง โดยเงินมหาศาลควรจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภาคจริงผ่านการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นประโยชน์กับภาคเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตามเงินดังกล่าวกลับไปไม่ถึงมือผู้บริโภค เนื่องจากภาคเอกชนกลับใช้ไปจ่ายเงินปันผล ซื้อหุ้นคืน หรือควบรวมกิจการแทน

จากดัชนีจีนี ซึ่งแสดงความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ของแต่ละชาติ จากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) พบว่าปี 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูลปรากฏความไม่เท่าเทียมทางรายได้ของกลุ่มประเทศโออีซีดีปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบครึ่งศตวรรษ โดยความต่างระหว่างรายได้เฉลี่ยประชากรที่มีรายได้สูงสุดท็อป 10% กับกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด 10% เพิ่มขึ้น 3 เท่า จาก 25 ปีก่อน

นอกจากนี้ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มออกซ์แฟมซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ต่อสู้กับความยากจนของโลก อ้างอิงข้อมูลของธนาคารเครดิตสวิส ที่เปิดเผยเมื่อเดือน ต.ค. 2015 พบว่าเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด 1% มีแนวโน้มที่จะมีความมั่งคั่งรวมกันมากเท่ากับประชากรที่เหลือของโลกทั้งหมดภายในปี 2016 นี้ โดยเศรษฐีท็อป 1% ของโลก หรือเพียง 62 คน มีความมั่งคั่งมากขึ้น 44% นับตั้งแต่ปี 2010 ขณะที่คนยากจนมากที่สุดในโลกกลับมีความมั่งคั่งน้อยลง 41%

สำหรับประเด็นการค้าเสรีนั้น แม้ฝ่ายที่สนับสนุนจะมองว่าเป็นการเปิดทางให้ประเทศยากจนกว่าได้เข้าถึงกระเป๋าสตางค์ของประเทศที่ร่ำรวยกว่าผ่านข้อตกลงการค้าเสรี ในขณะที่ประเทศที่ร่ำรวยกว่าก็ได้เข้าถึงสินค้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม สินค้าราคาถูกดังกล่าวกลับเป็นปัญหา เพราะจะทำให้บริษัทผลิตสินค้าภายในท้องถิ่นที่ต้นทุนการผลิตแพงกว่าต้องล้มหายตายจากลงไปได้

นอกจากนี้ ยังมีความหวาดกลัวภัยการก่อการร้ายที่แพร่ไปทั่วสหรัฐนับตั้งแต่ยุควินาศกรรม 11 ก.ย. และการกราดยิงต่อเนื่องอีกหลายครั้ง หรือการก่อการร้ายในภาคพื้นภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะประเทศใหญ่อย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเปิดรับผู้อพยพของผู้นำอย่างกว้างขวาง และทำให้ฝ่ายขวาจัดที่ชูนโยบายปิดประตูรับผู้อพยพได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน

ความหวาดกลัวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากเบร็กซิต โดยสาเหตุหนึ่งที่ให้ชาวอังกฤษเลือกออกจากอียูเป็นเพราะไม่ต้องการรับผู้อพยพชาวอียูเข้ามาในประเทศและแย่งงานกันนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มนโยบายของทรัมป์ ที่คาดกันว่าอาจจะกระทบกับแรงงานมีทักษะในซิลิคอน วัลเลย์ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายแรงงานมีทักษะเป็นการเปิดโอกาสดึงแรงงานมีฝีมือจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะในซิลิคอนวัลเลย์ของสหรัฐ ซึ่งมีบางบริษัทต้องลงทุนเพิ่มเพื่อจ้างแรงงานในประเทศ รวมถึงควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มตัวเลขยอดแรงงานชาวอเมริกันโดยรวมให้เพิ่มขึ้น โดยทรัมป์มีนโยบายจะช่วยเหลือผู้ตกงานในภาคอุตสาหกรรมที่เสียตำแหน่งงานไปมากกว่า 5 ล้านอัตรา ตั้งแต่ปี 2000

“พวกเราต้องเร่งการจ้างงานท้องถิ่นถ้าพวกเขายังไม่มีงานทำ และเริ่มที่จะรับนักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัย ตอนนี้พวกเราเข้าสู่โมเดลที่พวกเราต้องจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ ฝึกงานพวกเขา แล้วจ้างงานพวกเขา และนั่นทำให้ค่าใช้จ่ายของเราเพิ่มขึ้น” ปราวิน ราโอ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของอินโฟซิส กล่าว โดยอินโฟซิส และทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส มีพนักงานต่างชาติที่จ้างด้วยวีซ่าชนิด H-1B สำหรับแรงงานมีทักษะมากถึง 8.6 หมื่นอัตรา ระหว่างปี 2005-2014

ชาวอเมริกันไม่ได้สูญเสียงานจากการโดนต่างชาติแย่งงานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นด้วย โดย ริชาร์ด บัลด์วิน นักเศรษฐศาสตร์ ที่เคยทำงานให้กับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระบุว่า แรงงานทั้งที่มีทักษะและไม่มีจะถูกหุ่นยนต์แย่งงานหลังเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น เช่น หุ่นยนต์ทำงานและเทคโนโลยีควบคุมระบบการทำงานจากทางไกลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ส่งผลให้ความหวาดกลัวและความไม่พอใจต่อโลกาภิวัตน์จะยิ่งรุนแรงขึ้น

“คุณควรช่วยบุคลากรในการปรับตัว ซึ่งหมายถึงการเพิ่มการฝึกฝนทักษะ การส่งเสริมย้ายถิ่นฐาน สนับสนุนด้านรายได้ และการศึกษา” บัลด์วิน กล่าว

การปกป้องการค้าโลกทำให้องค์กรระดับโลกหลายแห่งออกมาส่งสัญญาณเตือน เช่น กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ในเดือน ก.ย. ที่ให้สัญญาจะจัดการกับมาตรการปกป้องการค้า ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานความท้าทายทางเศรษฐกิจในปีหน้า ที่จะเผชิญกับการปกป้องการค้าซึ่งกดดันเศรษฐกิจโลก ขณะที่หลังเดือน พ.ย. กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) และโออีซีดีก็ออกโรงเตือนในลักษณะเดียวกัน

ในยุคโลกาภิวัตน์นโยบายปกป้องการค้าแบบเต็มสตรีมจะสร้างความยากลำบากให้กับภาคเอกชนของทั้งสองฝั่งประเทศ ยกตัวอย่าง อาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากจีน อาจไม่สามารถเข้าไปตีตลาดสหรัฐได้ ขณะที่เอกชนสหรัฐนอกจากจะเสียแรงงานต่างชาติมีทักษะไปแล้ว ยังอาจต้องเผชิญกับการตอบโต้จากจีนอีก โดยเอกชนหลายแห่ง เช่น แอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตสมาร์ท โฟนชื่อดัง มีตลาดจีนเป็นตลาดที่สำคัญ

สำหรับในปี 2017 นี้ จะต้องจับตาการเลือกตั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีให้ดี โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่พรรคของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ สูญเสียคะแนนความนิยม ขณะที่ มารีน เลอ เพน ผู้นำพรรคเนชั่นแนลฟรอนต์ มีสไตล์ประชานิยมแนวเดียวกับทรัมป์ จะชิงตำแหน่งผู้นำกับฟรองซัวส์​ ฟิยง ผู้ที่มาจากพรรคแนวคิดกลางๆ ค่อนขวา ซึ่งมีนโยบายปิดรับผู้อพยพและต้องการผูกสัมพันธ์กับรัสเซีย

ฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่ดีที่พิสูจน์ให้เห็นว่ากระแสความหวาดกลัวต่อโลกาภิวัตน์​และความต้องการลัทธิปกป้องการค้านั้นได้แพร่กระจายสู่ระดับโลกแล้ว และหาก เลอ เพน ชนะ กระแสชาตินิยมและประชานิยมจะกลับขึ้นมาอีกครั้งเช่นเดียวกัน และในปี 2017 นี้ โลกจะต้องเผชิญกับกระแสเหล่านี้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว