
2559 ปีแห่งความหวังกับการออกแบบการเมืองไทย (อีกครั้ง)
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
ถือได้ว่าปี 2559 เป็นปีต่อเนื่องแห่งการออกแบบการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะปี 2559 เป็นปีที่เราได้ลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกร่างขึ้นมาด้วยความหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและการก้าวพ้นจากวังวนของความขัดแย้งในการเมืองไทยได้ และก็ยังเป็นปีที่เราจะได้เห็นการออกแบบรูปแบบการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคการเมืองและนักการเมืองในสนามการต่อสู่และกติกาใหม่ รวมถึงการให้อำนาจหน้าที่แก่องค์กรอิสระที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ถือเป็นกฎหมายลูกที่สำคัญอีก 10 ฉบับณ ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและว่าด้วยพรรคการเมืองก็ได้ถูกนำเสนอต่อสาธารณะเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมายคือ เมื่อ พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับได้ถูกเผยแพร่ออกไปก็ได้มีเสียงสะท้อนถึงความพอใจและไม่พอใจที่มีตั้งแต่ไม่พอใจในกระบวนการร่างที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะพรรคการเมืองได้แสดงออกมาในทำนองที่ว่าผู้ร่างไม่ได้ทำให้เกิดกระบวนการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
สำหรับประชาชนทั่วไป คำถามที่มีมาจากการออกแบบการเมืองไทยผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกเหล่านี้น่าจะอยู่ที่ว่า เราจะมีความหวังต่อการปฏิรูปการเมืองผ่านการออกแบบครั้งนี้ได้อย่างไร หรือกล่าวได้อีกด้านหนึ่งว่าความหวังหรือภาพอนาคตของการเมืองที่ถูกเขียนออกมาผ่านรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 นี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
คำตอบที่มีก็คือความหวังจากการออกแบบและความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกเหล่านี้ถูกนำไปบังคับใช้อาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่หวังแบบสมบูรณ์แบบมากนักก็ได้นั่นคือ เราควรเผื่อใจไว้สักหน่อยกับการออกแบบการเมืองไทยในครั้งนี้
แต่การบอกให้เผื่อใจในความหวังกับความจริงที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดจากว่าคนออกแบบหรือแบบทางการเมืองที่มีนั้นไม่ดี เพราะจากประสบการณ์การปฏิรูปการเมืองผ่านการออกแบบสถาบันทางการเมืองอย่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกในต่างประเทศได้ชี้ให้เห็นว่าความผิดหวังจากการออกแบบนั้นไม่ได้เกิดจากการออกแบบ แต่เกิดจากการที่คนที่ใช้นั้นไม่ได้มีพฤติกรรมตามความคาดหวังของผู้ออกแบบ ซึ่งการมีพฤติกรรมที่ต่างออกไปนั้นอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจในแบบที่ถูกออกแบบมา หรือความตั้งใจที่จะมีพฤติกรรมที่ผิดไปจากความคาดหวังก็เป็นได้
ตัวอย่างเช่น การออกแบบระบบการเลือกตั้งในประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา หลังการยุติลงของสงครามการเมืองที่ถูกออกแบบมา เพื่อทำให้พรรคการเมืองที่มีความคิดใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากพรรคการเมืองเก่าที่มักมีฐานความคิดทางการเมืองแบบชาตินิยมแบบสุดโต่งนั้นมีโอกาสแจ้งเกิดในทางการเมือง แต่ผลที่ออกมาก็คือพรรคการเมืองที่มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างไปจากเดิมนั้นไม่ได้รับการเลือกตั้งมากเท่าไหร่ เพราะถึงแม้ว่าประเทศจะได้ออกแบบระบบการเลือกตั้งทีเอื้อให้พรรคการเมืองเหล่านี้มีโอกาสในการเลือกตั้งในตอนออกแบบในกระดาษ แต่เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงประชาชนกลับไม่ไปเลือกพรรคการเมืองเหล่านี้ นั่นหมายความว่าความคาดหวังของผู้ออกแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็เพราะคนที่ใช้ระบบการเลือกตั้งนั้นไม่ได้มีพฤติกรรมทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองในแบบที่ผู้ออกแบบในคาดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ความหวังของการมีพรรคการเมืองที่มีความคิดแตกต่างในสภาก็ไม่ได้เกิดขึ้น
แต่ในกรณีของประเทศนิวซีแลนด์การปฏิรูปการเมืองผ่านการออกแบบระบบการเลือกตั้งกลับถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะความคาดหวังของการปฏิรูปการเมืองของนิวซีแลนด์ที่จะเห็นระบบการเมืองที่เป็นระบบที่เอื้อต่อพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กและความหวังของการได้มีระบบพรรคการเมืองแบบหลายพรรคก็เกิดขึ้นได้ เมื่อพฤติกรรมในการเลือกตั้งของคนเมื่อถึงวันที่ต้องไปลงคะแนนเสียงในคูหาเป็นไปในแบบที่คาดหวังไว้ นิวซีแลนด์ซึ่งครั้งหนึ่งมักจะถูกยกให้เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีลักษณะของประเทศที่เป็นตัวแทนของประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกับประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา (ใกล้เคียงกว่าประเทศอังกฤษ ซึ่งหลายคนมักใช้เป็นตัวอย่างของประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบรัฐสภาเสียอีก) ได้กลายมาเป็นประเทศที่มีระบบพรรคการเมืองหลายพรรค และมีพรรคขนาดเล็กในสภาเพิ่มมากขึ้น นั่นก็เท่ากับเกิดความหลากหลายในทางนโยบายเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยการวิเคราะห์ว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นที่ตรงกับความคาดหวังนั้นเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของคนที่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างความเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายและความคาดหวังของรูปแบบการเมืองที่มีต่อประชาชนในประเทศ
ดังนั้น บทเรียนทั้งจากประเทศบอสเนีย เฮอร์เซโกวีนา และนิวซีแลนด์ก็ได้บอกกับนักออกแบบระบบการเมืองไทยว่าความคาดหวังของพวกเขาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความเข้าใจของประชาชนที่จะต้องมีบทบาทและทำหน้าที่ในระบบการเมืองและรูปแบบกติกาทางการเมืองนั้นเกิดขึ้นอย่างแท้จริง
กระบวนการต่อไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐบาลจะต้องทำเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของการปฏิรูปการเมืองนั้นเกิดสัมฤทธิผลตามความคาดหวัง หรือตามแบบแปลนที่ได้วางไว้ก็คือการสร้างกระบวนการทำความเข้าใจกับร่างกฎหมายลูกหลายๆ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกติกาและรูปแบบของการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ต่อไปคนไทยจะกากบาทในบัตรเลือกตั้งใบเดียวและการจัดสรรที่นั่งของ สส.ก็ได้เปลี่ยนไป หรือการที่พรรคการเมืองจะต้องเริ่มเก็บค่าบำรุงพรรคและความพยายามที่จะให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสมาชิกพรรคในกิจกรรมและการบริหารพรรค เป็นต้น
เช่นนี้แล้ว การมีเพียงแบบแปลนของระบบการเมืองในอนาคตและการบอกกล่าวให้เห็นถึงภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากมุมมองของนักออกแบบ จึงจะยังไม่เพียงพอให้ความคาดหวังของนักออกแบบจะเกิดขึ้นจริงได้ เพราะประชาชนทั่วไปคือผู้ที่จะต้องเป็นผู้ใช้ผู้อยู่ เพราะถึงแม้ว่าการปลูกเรือนในครั้งนี้อาจจะไม่ได้ตามใจผู้อยู่ไปเสียทุกอย่าง แต่การให้ความเข้าใจถึงเหตุผลของการปลูกเรือนในรูปแบบนี้ก็น่าจะทำให้ผู้อยู่เกิดความรักและรู้สึกดีต่อเรือนหลังนี้ในที่สุด







