posttoday
ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปี'60เพียบ

ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปี'60เพียบ

23 ธันวาคม 2559

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปรับตัว ได้แก่ การปรับโครงสร้าง จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศหันกลับมาปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศ ทั้งจีน สหรัฐ สหภาพยุโรป

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปรับตัว ได้แก่ การปรับโครงสร้าง จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศหันกลับมาปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศ ทั้งจีน สหรัฐ สหภาพยุโรป

“ในปีหน้าโลกจะเริ่มปรับสมดุล ภาวะโอเวอร์กำลังการผลิตเกินในตลาดก็จะลดลง เช่น น้ำมันที่กลุ่มโอเปกตกลงลดกำลังการผลิต ทำให้คาดว่าราคาน้ำมันจะยืนอยู่ที่ระดับ 55-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นำไปสู่การปรับสมดุลการบริโภค ผลักดันให้ราคาสินค้าทั้งข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมันค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.5-4% และคาดว่าจะค่อยฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 2 หลังจากที่รัฐบาลอัดฉีดงบกลางลงไปขับเคลื่อน รวมทั้งการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท ทั้งรถไฟทางคู่และมอเตอร์เวย์ เป็นต้น

ด้าน นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 3.3% ส่วนปีหน้าน่าจะลดลงเหลือ 3.2% เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากตลาดโลกเป็นหลัก โดยเศรษฐกิจปีหน้ายังเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทาย เปรียบเหมือนสายรุ้งที่มีทั้งด้านสดใสและด้านอึมครึม

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในประเทศเริ่มจะฟื้นตัวได้บ้างจากการบริโภค เพราะปัญหาภัยแล้งคลี่คลาย ความเชื่อมั่นที่น่าจะดีขึ้น แต่ปัจจัยดีจากภายในก็ไม่อาจชดเชยแรงกดดันจากภายนอกประเทศได้ ขณะที่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นของรัฐบาลช่วยได้เพียงประคองเศรษฐกิจไม่สามารถกระตุ้นให้โตเพิ่มได้ เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนภาครัฐคิดเป็นเพียง 6% ของจีดีพี

นายอมรเทพ กล่าวว่า ปัจจัยความท้าทายเศรษฐกิจไทยในปี 2560 การส่งออกที่มีสัดส่วน 60% ของจีดีพี อาจจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ปีหน้าจึงยังคงมีความเสี่ยงที่การส่งออกจะติดลบเป็นปีที่ 5 เพียงแต่การติดลบจะไม่รุนแรงมากนัก เพราะไทยยังมีการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

การลงทุนภาคเอกชนอาจจะยังแผ่วลงต่อเนื่องเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับไทย คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เอกชนไทยหยุดลงทุนมาเป็นเวลานาน กำลังการผลิตยังเหลือ การพัฒนาทักษะแรงงาน นวัตกรรมการผลิต เรื่องการย้ายฐานยังมีอยู่

นอกจากนี้ มีปัญหารายได้ครัวเรือนระดับล่างและธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะสนับสนุนมุมมองที่ว่ากำลังซื้อจะขยับขึ้นได้ปีหน้า ซึ่งคงขยับขึ้นไม่แรงมากนัก เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนยังสูง จึงกดดันการบริโภคไม่ให้เร่งตัวได้แรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และเอกชนไทยจะมีการย้ายฐานการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม

สำหรับค่าเงินบาทที่มีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่อง จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐเกิดเงินไหลออกแต่ไม่น่าห่วง แต่อาจเกิดความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากภายนอกสูง เพราะอาจมีเหตุแบบเบร็กซิตอีก บวกกับการเลือกตั้งในยุโรปที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก