posttoday
ประจวบ ไม่กลับคำยุบ ปชป. บัณฑิตไล่ต้อนทำลายน้ำหนัก

ประจวบ ไม่กลับคำยุบ ปชป. บัณฑิตไล่ต้อนทำลายน้ำหนัก

31 สิงหาคม 2553

การไต่สวนพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในส่วนการใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมืองผิดวัตถุประสงค์ 29 ล้านบาท นัดที่ 3 วันที่ 30 ส.ค. ถือเป็นนัดสำคัญในการพิจารณาคดี เพราะเป็นการไต่สวนพยานปากสำคัญอย่าง นายคณาปติ หรือ ประจวบ สังข์ขาว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น นายประชัยเลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหาร บริษัท ทีพีไอโพลีน และ น.ส.วิไลลักษณ์ ประสงค์ ภรรยานายประจวบ

การไต่สวนเริ่มต้นจากทนายฝ่าย กกต. ผู้ร้องได้ซักถามถึงรายละเอียดการจัดทำป้ายหาเสียงและป้ายประชาสัมพันธ์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ว่าใครเป็นผู้ติดต่อ ซึ่ง นายประจวบ กล่าวว่า บริษัท เมซไซอะฯ รับจ้างทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ไม่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ และยอมรับว่ารู้จักกับ นายธงชัย คลศรีชัย ญาตินายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นผู้จัดสถานที่ทำงานให้ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเวลานั้น

ทนายฝ่าย กกต. พยายามซักถามถึงข้อสงสัยว่า ก่อนหน้านี้บริษัท เมซไซอะฯ มีรายได้ปี 2544 จำนวน 9.3 ล้านบาท ปี 2545 จำนวน 6.5 ล้านบาท ปี 2546 จำนวน 8.2 ล้านบาท แต่ปี 2547 รายได้พุ่งขึ้นมาเป็น 152 ล้านบาท และในปี 2548 มีรายได้ 147 ล้านบาท

รวมทั้งถามเหตุว่า เมื่อได้เงินมาแล้วไม่นำไปชำระหนี้ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย จนถูกฟ้องล้มละลาย ถูกยึดบ้าน เป็นเพราะเงินที่เข้ามาแล้วผ่านออกไปหรือไม่ ซึ่งพบว่าเงินที่เข้ามาบริษัท เมซไซอะฯ ถูกโอนไปยัง สส.ประชาธิปัตย์ เครือญาตินายประดิษฐ์ และบริษัทเอกชน

นายประจวบ ได้แต่ตอบคำถามแบบระมัดระวัง แม้จะไม่กลับคำให้การ แต่จะตอบสั้นๆ ว่า จำไม่ได้ และไม่ขอตอบ หรือระบุว่าให้การไปหมดแล้วอยู่ในสำนวนการสอบสวน

บรรยากาศเริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อ นายบัณฑิตศิริพันธุ์ ทนายความประชาธิปัตย์ ซักถามทำลายน้ำหนักพยานปากนี้ โดยถามว่าพยานเคยเดินทางไปกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพบกับ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพนักงานสอบคดียุบพรรค เมื่อเจอกัน พ.ต.อ.สุชาติ ได้จับมือ และบอกว่า “จวบเรามาเป็นเพื่อนกัน” และขอให้พยานซัดทอดพรรคประชาธิปัตย์และจะได้มีการฟ้องคดี และพยานได้กล่าวตอบว่า กำลังเดือดร้อน บ้านกำลังถูกยึด อยากขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน และ พ.ต.อ.สุชาติ ตอบตกลง บอกว่าขอให้ไปให้การก่อน แล้วจะพาไปอยู่ในเซฟเฮาส์ที่พัทยา มีตำรวจ 2 นายอารักขา

นายประจวบ ลังเลเล็กน้อยก่อนตอบว่า จำไม่ได้ ทำให้นายบัณฑิตพยายามถามย้ำในประเด็นนี้ต่อ แต่นายประจวบยังตอบแค่ว่า จำไม่ได้ กับไม่ขอตอบ ซึ่งนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวกับนายประจวบว่า การตอบคำถามว่า จำไม่ได้ กับไม่ขอตอบ น้ำหนักแตกต่างกัน ต้องคิดให้ดีว่าจะตอบอย่างไร

นายบัณฑิต ได้ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพยานกับ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งนายประจวบตอบว่าสนิทถึงขั้นเรียกว่าพ่อ

นายบัณฑิต ถามต่อว่า ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.อรรถกวี ขุนพินิจ คนสนิท พล.ต.มนูญกฤต เคยแนะนำไปพบกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ถึง 2 ครั้งหรือไม่นายประจวบ กล่าวว่า จำไม่ได้

นายบัณฑิต ถามต่อว่า เคยนำเอกสารไปให้ ร.ต.อ.เฉลิม ในการอภิปรายหรือไม่ นายประจวบ กล่าวว่า ไม่ขอตอบ เพราะไม่อยากพาดพิงบุคคลที่สาม และเกรงว่าจะถูก ร.ต.อ.เฉลิม ฟ้อง

นายบัณฑิต จึงถามต่อว่า รู้จักกับนายภณรักตระกูล ที่เป็นลูกเขย พล.ต.มนูญกฤต และเป็นเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ ซึ่งมี ร.ต.อ.อรรถกวี เป็นรองหัวหน้าพรรค ซึ่งยังไม่มีหัวหน้าพรรค รอ พล.ต.มนูญกฤต ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคหากพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ นายประจวบ กล่าวว่า รู้จักนายภณ แต่ไม่รู้ว่าเป็นลูกเขย พล.ต.มนูญกฤต แต่เรื่องการตั้งพรรคนั้นตนไม่ทราบ ไม่เกี่ยวข้อง

นายบัณฑิต ถามว่า พยานถูกธนาคารยึดบ้าน แต่เหตุใด ร.ต.อ.อรรถกวี กลับเข้ามาประมูลจากกรมบังคับคดี แต่กลับไม่อยู่ และให้พยานอยู่อาศัยต่อ แสดงว่ามีบุญคุณต่อกันใช่หรือไม่

นายประจวบ กล่าวว่า ร.ต.อ.อรรถกวี สงสารตนเองที่ไม่มีบ้านอยู่ เลยให้ไปอยู่ก่อน ตนเองเห็นว่าบ้านนี้ซื้อมารวมค่าตกแต่งอีกเป็น 7 ล้านบาท ดังนั้นเห็นว่าราคาขาย 4 ล้านบาทนั้นต่ำเกินไป จึงคิดว่า ร.ต.อ.อรรถกวี น่าจะช่วยได้ และหากตนเองมีเงินก็จะไปซื้อคืน

นายบัณฑิต ถามต่อว่า ร.ต.อ.อรรถกวี ไปนำเงินมาจากไหน 5 ล้านบาท ได้มาจากฝ่ายค้านเพื่อเป็นการตอบแทนในการให้ข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายประจวบ รีบตอบว่า ร.ต.อ.อรรถกวี เท่าที่ทราบก็มีธุรกิจ และช่วงเวลาการประมูลเป็นหลังอภิปราย 2 เดือน และการบังคับขายทอดตลาดเป็นเรื่องที่กรมบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ไม่เกี่ยวกับการอภิปราย

ในประเด็นเรื่องการทำป้าย นายบัณฑิต พยายามซักค้านในประเด็นเรื่องการทำสัญญาว่าจ้างทำป้ายที่ไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งนายประจวบ กล่าวว่า การทำป้ายเป็นเรื่องของคนจ้างและลูกจ้างที่ต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยก็ไม่มีการทำสัญญาเช่นกัน

จากนั้นเป็นการขึ้นเบิกความของนายประชัย ซึ่งชี้แจงการทำนิติกรรมใดๆ ของบริษัท ทีพีไอโพลีน ว่า ในธรรมเนียมปฏิบัติ การลงนามของเขาถือเป็นผลผูกพันต่อบริษัท ยกเว้นกรณีที่เป็นสัญญาที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ที่ต้องให้กรรมการลงนามเห็นชอบอย่างน้อย 2 คน

นายประชัย กล่าวว่า การทำสัญญาจ้างทำโฆษณาที่ทีพีไอฯ จ้างเมซไซอะฯ ในช่วงปี 25472548 ไม่ได้เข้าไปดูรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องที่ นายศิลปิน บูรณศิลปิน รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นผู้จัดทำแผนเสนอเรื่องขึ้นมา เมื่อเห็นว่ากระบวนการถูกต้องก็อนุมัติไปตามนั้น

ทางฝ่าย กกต. ได้ซักถามนายประชัย ว่า รู้จักกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายประดิษฐ์ หรือไม่ รวมทั้งเคยแสดงความยินดีกับนายบัญญัติเมื่อได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายประชัย กล่าวว่า รู้จัก และเคยเดินทางไปพบนายบัญญัติ เพื่อให้ยกเลิกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ และไม่ได้ไปพบนายบัญญัติคนเดียว แต่ไปพบหลายพรรคการเมือง พร้อมยืนยันว่าไม่เคยให้เงินพรรคประชาธิปัตย์ หรือกรรมการพรรคคนใด

ขณะที่ นายบัณฑิต ถามว่า เหตุใดไม่ไปให้การกับดีเอสไอ และ กกต. นายประชัย ตอบว่า เพราะหมดความเชื่อถือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอเวลานั้น เป็นลูกน้องทำงานรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่นเดียวกับ กกต. ที่ตนเองรู้สึกไม่ไว้ใจ

เมื่อถามว่า มีเหตุโกรธกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ นายประชัย กล่าวว่า ไม่มี เขาเป็นรุ่นน้องในเครืออัสสัมชัญเหมือนกัน แต่รู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนจิตใจไม่ปกติ

สุดท้ายเป็นการเบิกความของ น.ส.วลัยลักษณ์ ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายประจวบ ซึ่งให้การว่าเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของบริษัท เมซไซอะฯ มีหน้าที่จัดการเก็บเอกสารในการทำธุรกรรมของบริษัท โดยในการทำสัญญากับทางบริษัท ทีพีไอฯ สำหรับประเด็นที่ระบุว่า เมซไซอะฯ ไม่ได้ทำทุกโครงการที่ทำสัญญากับบริษัท ทีพีไอฯ แต่มีการเบิกเงินทุกโครงการนั้น เพราะบางโครงการบริษัท เมซไซอะฯ ได้ส่งต่อให้บริษัทซับคอนแทรกต์ทำต่อ และเมื่อทำเสร็จจึงได้นำมาเบิกเงิน

นายบัณฑิต ถามว่า ทราบหรือไม่ว่าบ้านที่ปากเกร็ด นนทบุรี ถูกยึดขายทอดตลาด และ ร.ต.อ.อรรถกวี เป็นผู้ซื้อต่อไปนั้น และทราบหรือไม่ว่าเงินที่นำมาซื้อนำมาจากไหน ซึ่ง น.ส.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า ทราบว่า ร.ต.อ.อรรถกวี มาซื้อ แต่ไม่ทราบว่านำเงินมาจากไหน

จากนั้น นายบัณฑิต ถามต่อว่า การที่นายประจวบได้เงินมา แต่ไม่นำเงินมาใช้หนี้ แต่โอนให้คนใกล้ชิด เป็นเพราะต้องการหลบเจ้าหนี้ใช่หรือไม่ น.ส.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า ใช่ พร้อมยอมรับว่ามีการโอนเงินกระจายไปบัญชีเครือญาติของนายประจวบ

สำหรับการพิจารณานัดไต่สวนคดียุบพรรคนัดหน้า นัดที่ 4 วันที่ 6 ก.ย. จะมีผู้เข้าชี้แจงจำนวน 3 ปาก ได้แก่ น.ส.วาศิณี ทองเจือ นายสุชาติเกิดเมฆ และ น.ส.มรกต กาญจนะนันท์ ผู้รับทำป้ายโฆษณาต่อจากบริษัท เมซไซอะฯ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ