posttoday
ปีหน้าจีนยังเสี่ยงเพียบ หันตรึงนโยบายการเงินเข้ม

ปีหน้าจีนยังเสี่ยงเพียบ หันตรึงนโยบายการเงินเข้ม

21 ธันวาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ยิ่งใกล้สิ้นปี 2016 เข้าสู่ปีใหม่ 2017 บรรดาหน่วยงานคลังสมองด้านเศรษฐกิจของจีนก็เริ่มส่งสัญญาณกันออกมาแล้วว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปีหน้าอาจจะยังไม่สามารถขยายตัวได้ไกลจากปีนี้มากนัก และทำให้การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการคลังผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่

ทว่าสำหรับเศรษฐกิจในภาพรวมนั้น เริ่มมีแนวโน้มชัดเจนขึ้นว่าจีนอาจจำเป็นต้องหันมาใช้มาตรการทางการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้นในปีหน้า เพื่อควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ที่รุมเร้าอย่างต่อเนื่อง 

ภายหลังการประชุมเศรษฐกิจส่วนกลางของจีนประจำปี เมื่อวันที่ 14-16 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อวางทิศทางเศรษฐกิจปีหน้า จีนได้ส่งสัญญาณที่จะใช้มาตรการการเงินในแบบที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อ “ภาวะฟองสบู่” เป็นวาระสำคัญอันดับ 1 ควบคู่ไปกับการปฏิรูปลดการผลิตส่วนเกิน และยังมีเป้าหมายควบคุมเสถียรภาพในอัตราแลกเปลี่ยนและสภาพคล่องในตลาดทุนอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ลืมปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกอย่างรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มใช้มาตรการปกป้องทางการค้าอย่างเข้มข้น และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลให้สินทรัพย์ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐดึงดูดการลงทุนได้มากกว่า ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 8 ปีครึ่งเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาเงินทุนไหลออกจากจีน

โกลด์แมน แซคส์  ประเมินว่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงเป็นเหตุให้ทุนต่างชาติไหลออกจากจีนสูงถึง 6.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.4 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.ซึ่งอยู่ที่เพียง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) และหากเทียบตั้งแต่เดือน ส.ค. 2015 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่จีนอ่อนค่าเงินหยวนลงครั้งใหญ่ มีทุนไหลออกจากจีนไปแล้วมากถึง 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 38 ล้านล้านบาท)

เงินทุนไหลออกยังไม่ได้เกิดจากต่างชาติถอนเงินออกเพียงอย่างเดียวแต่ยังครอบคลุมไปถึงการที่กิจการจีนลงทุนซื้อกิจการในต่างประเทศอีกด้วย โดยจากข้อมูลของดีลโลจิก เปิดเผยว่า จีนมีการซื้อกิจการนอกประเทศมากกว่า 700 ดีลในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ คิดเป็นมูลค่า 2.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.4 ล้านล้านบาท) เติบโตขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 8.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) จาก 527 ดีลเมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัญหาพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของจีนที่ทำให้ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นกลายเป็นความเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจจีนมากขึ้นก็คือ ภาวะหนี้ของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ระบุว่า หนี้ของจีนเติบโตขึ้นจากปี 2005 ที่อยู่ที่ 160% ของขนาดเศรษฐกิจหรือจีดีพี ไปอยู่ที่ 247% ของจีดีพีในปี 2015 โดยเป็นหนี้ของภาคเอกชนมากที่สุดซึ่งเติบโตขึ้นจาก 105% เป็น 165% ภายในเวลา 10 ปี โดยเฉพาะใน 2 ปีหลังธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

ปัญหาหนี้มหาศาลยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้เกิดฟองสบู่สินทรัพย์โดยเฉพาะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ส่งผลให้จีนต้องเร่งควบคุมฟองสบู่ดังกล่าว เช่น การปรับหลักเกณฑ์การออกหุ้นกู้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ให้มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น จนส่งผลให้การสร้างอสังหาริมทรัพย์ในตลาดใหญ่อย่างกรุงปักกิ่ง เสิ่นเจิ้น เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว ปรับขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ที่เติบโตมากถึง 3-4%

ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังมีความพยายามในการควบคุมหนี้ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าผ่อนคลาย โดยนักวิเคราะห์ต่างมองว่าจีนจะไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยหลักหรืออัตราทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) เป็นเครื่องมือทางการเงินเพื่อควบคุมหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น แต่จะหันไปใช้ปฏิบัติการผ่านตลาดการเงินควบคุมปริมาณเงินที่ไหลเข้าออกตลาดดังกล่าวอย่างที่ทำมาตลอดปี 2016 นี้ เช่น การออกข้อตกลงซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้นให้กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นการปล่อยสภาพคล่องสู่ตลาดและดูดเงินกลับคืนเมื่อครบกำหนด

การออกข้อตกลงซื้อคืนไม่ได้เพียงแต่ช่วยดูแลสภาพคล่องให้กับตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการผลักดันอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากราคาของข้อตกลงดังกล่าวจะสวนทางกับอัตราผลตอบแทน และการออกข้อตกลงซื้อคืนจะทำให้ราคาพันธบัตรลดลงไป ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่ในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา จีนลดการออกข้อตกลงซื้อคืนระยะสั้น 7 วันลง และหันไปออกข้อตกลงซื้อคืนระยะ 14 วัน และ 28 วัน เพิ่มขึ้นแทน โดยเติ้งไห่ชิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเจแซดซีเคียวริตี้ส์ ประเมินว่าการดำเนินการดังกล่าวทำให้ผลตอบแทนของข้อตกลง 7 วันเพิ่มขึ้นถึง 0.25% ซึ่งหมายความว่าราคาข้อตกลงซื้อคืน 7 วันปรับลงและแสดงให้เห็นถึงความต้องการข้อตกลงซื้อคืนระยะ 7 วันที่น้อยลง

นอกจากนี้ จากอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารในเซี่ยงไฮ้ (Shibor)พบว่า ดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนซึ่งอยู่ที่1.9% เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ได้ปรับขึ้นเป็น 2.3% เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ดอกเบี้ยกู้ยืมระยะ 1 สัปดาห์ ปรับขึ้นจาก 2.3% เป็น 2.5% และดอกเบี้ยกู้ยืมระยะ 1 เดือน ปรับขึ้นจาก 3% เป็น 3.1%

“ถ้าทำแบบนั้นแล้วจะทำให้มีแนวโน้มที่เงินจะไหลเข้าสู่เศรษฐกิจภาคจริงมากขึ้น จีนไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เพราะอาจเป็นการส่งสัญญาณที่รุนแรงเกินไป แต่พวกเขาสามารถลดสภาพคล่องในการกู้ยืมระยะสั้นและเพิ่มสภาพคล่องในการกู้ยืมระยะยาวผ่านเครื่องมือเหล่านี้ได้” เฉินเจียงกวง เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับความเสี่ยงหนักในปีหน้า และการรับมือต่อภาวะความเสี่ยงดังกล่าวก็นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อจีน รวมถึงเศรษฐกิจเอเชียที่ต้องพึ่งพาการขยายตัวของจีนต่อไปอีกในอนาคต

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว