
นโยบายทรัมป์กระทบ การค้าไทยกับอาเซียน?
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
วันที่ 16 กับ 21 ธ.ค.นี้ ผมได้รับเชิญจากธนาคารทีเอ็มบีให้ไปบรรยาย “นโยบายเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีผลกระทบต่อการค้าของไทยกับอาเซียน” นโยบายของทรัมป์หลักๆ คือด้านการค้า การอพยพเข้าเมือง นโยบายต่างประเทศ เศรษฐกิจและการจ้างงาน สิ่งแวดล้อมและพลังงาน สุขภาพ และปฏิรูปการเมือง แต่บทความนี้ขอเน้นเฉพาะนโยบายการค้าและการลงทุนนะครับก่อนอื่นขอฉายภาพการค้าของสหรัฐกับประเทศคู่ค้าสำคัญๆ ในช่วง 10 ปี (2549-2558) ที่ผ่านมา สหรัฐส่งออกไปตลาดโลกเพิ่มขึ้นจาก 38 ล้านล้านบาท เป็น 51 ล้านล้านบาท แต่นำเข้าก็เพิ่มเช่นกันจาก 70 ล้านล้านบาท เป็น 77 ล้านล้านบาท ทำให้ขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 จีนเป็นประเทศที่อเมริกาขาดดุลการค้ามากที่สุดถึง 50% ตามด้วยประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น และเม็กซิโก สำหรับประเทศอาเซียนที่สหรัฐ ขาดดุลการค้ามากที่สุดคือ เวียดนาม (3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ตามด้วยมาเลเซีย (2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) และไทย (1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ)
ทั้งนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สินค้าอาเซียนมีสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 5.6% เป็น 6.8% ของการนำเข้าทั้งหมด ที่น่าสนใจคือ ปี 2553 การส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ของอาเซียน สหรัฐนำเข้าเป็นอันดับ 4 แต่ปี 2558 กลับลงไปอยู่ที่ 9 ขณะที่รองเท้าและส่วนประกอบของตลาดสหรัฐมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 4 ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าจีนในสหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 21% โดยสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนอันดับต้นๆ ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร และเฟอร์นิเจอร์
สินค้าจากญี่ปุ่นพบว่ามีส่วนแบ่งตลาดลดลง สินค้าหลักๆ ที่สหรัฐนำเข้าจากญี่ปุ่นคือ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกันกับที่สหรัฐนำเข้ามาจากแคนาดาและเม็กซิโก หรือแม้กระทั่งในกลุ่มประเทศ TPP ก็ยังคงเป็นการนำเข้าใน 3 กลุ่มสินค้านี้ สำหรับไทยสินค้าที่สหรัฐนำเข้า 3 อันดับแรก คือ อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร ยางและผลิตภัณฑ์
ดูผลกระทบของนโยบายทรัมป์ที่จะปรับขึ้นภาษีสินค้าของจีน 45% ว่าจะกระทบสินค้าของจีนและไทยอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐและอัตราแลกเปลี่ยนกันก่อน แนวโน้มอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นปี 2553 อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐเฉลี่ยอยู่ที่ 2.95% ลดลงเหลือ 1.44% ในปี 2557 หากสหรัฐปรับอัตราภาษีนำเข้าขึ้นอีก 1% จะทำให้สหรัฐนำเข้าลดลง 1.6% หรือคิดเป็นมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันกลุ่มสินค้าที่อเมริกาเก็บภาษีส่วนใหญ่จะเก็บภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าเทคโนโลยีต่ำกว่ากลุ่มสินค้าที่เน้นแรงงานเป็นหลัก เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ 0-25% เครื่องใช้ไฟฟ้า 0-15% และเครื่องจักร 0-8% ขณะที่เก็บภาษีนำเข้าเสื้อผ้า 0-28% รองเท้า 0-48% และเครื่องหนัง 11% หากพิจารณาตามประเทศ พบว่าสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 3% แคนาดาและเม็กซิโก 0.1% ญี่ปุ่น 1.7% เยอรมนี 1.5% และเกาหลี 0.9%
กลุ่มสินค้าจากจีนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น รองเท้า เสื้อผ้า และชิ้นส่วนรถยนต์ จะกระทบกับสินค้าไทยในกลุ่มวัตถุดิบที่ส่งไปจีน และหากเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้น 1% จะทำให้สินค้าจีนส่งออกลดลง 5% คาดทำให้การส่งออกของจีนไปยังตลาดสหรัฐลดลง 7 แสนล้านบาท สำหรับนโยบายการดึงเงินทุนกลับประเทศนั้น ยอด FDI ของสหรัฐในต่างประเทศปี 2558 พบว่า 60% เข้าไปในยุโรป ตามด้วยเอเชียและแคนาดา สำหรับเอเชียนั้น มี FDI ของจีน 1.5% และไทย 0.22% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการดึงเงินลงทุนกลับทางปฏิบัติคงยาก เพราะสหรัฐมีต้นทุนการผลิตและไม่มีแรงงาน เห็นได้ว่านโยบายด้านการค้าของทรัมป์ ไทยและอาเซียนจะได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและลบครับ







