posttoday
ทรัมป์-เฟด กดดอลลาร์แข็งยาว เงินเอเชียอ่อนต่อปีหน้า

ทรัมป์-เฟด กดดอลลาร์แข็งยาว เงินเอเชียอ่อนต่อปีหน้า

19 ธันวาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ชัยชนะอย่างคาดไม่ถึงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ตามมาด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมถึงแนวโน้มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในปี 2017 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง จนไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 14 ปี หลังเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยจากการประชุมเมื่อวันที่ 13-14 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ในอีกด้านหนึ่งค่าเงินในเอเชียก็จับมือกันอ่อนค่าลงไปเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ เอื้อผลประโยชน์ให้แก่บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ ต่างได้รับอานิสงส์จากค่าเงินที่อ่อนลงไป ตรงกันข้ามกับบางชาติ เช่น จีนและมาเลเซียที่ต้องปวดหัวกับเงินไหลออกอย่างรุนแรง

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าผลจากทรัมป์จะยังคงยืนยาวอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐต่อไปจนถึงปีหน้า เช่น โจนาธาน โกลับ หัวหน้านักกลยุทธ์หลักทรัพย์ จากอาร์บีซี แคปปิตอล มาร์เก็ต คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะปรับขึ้น 10% จากระดับปัจจุบัน เนื่องจากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลของทรัมป์จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับภาคเอกชนได้มากปีละ 5-7% ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหลักทรัพย์

ขณะเดียวกันดอยช์แบงก์ก็คาดการณ์ว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะปรับขึ้นจาก 2,270 จุดในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 2,350 จุดในปีหน้า หรือเพิ่มขึ้น 3.5% เช่นเดียวกับซิติกรุ๊ปที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 2% ในปีหน้า และการปรับขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ก็ไปด้วยกันกับค่าเงินเหรียญสหรัฐในขณะนี้

การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐเอื้อประโยชน์ให้กับชาติที่เน้นไปที่การส่งออก โดยเฉพาะกับญี่ปุ่นที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) พยายามใช้นโยบายการเงิน โดยหนึ่งในจุดประสงค์คือช่วยผู้ส่งออกจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงไป ซึ่งจะได้รับเงินมากขึ้นยามแปลงค่าเงินกลับมาเป็นเงินเยน เช่น หากขายสินค้า 1 เหรียญสหรัฐ จะได้เงินมา 100 เยน แต่หากค่าเงินอ่อนค่าลงเป็น 120 เยน/เหรียญสหรัฐ จะช่วยให้ญี่ปุ่นได้รับเงินกลับมาเพิ่มขึ้น 20 เยน

สำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างญี่ปุ่น ตัวเลขการส่งออกในเดือน พ.ย. จะมีการเปิดเผยในวันนี้ ท่ามกลางค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 117-118 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือนครึ่ง ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 15 พ.ย. โดยค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอาจช่วยผ่อนคลายความกดดันต่อบีโอเจไปได้บ้าง

ในด้านของประเทศที่มีการเปิดเผยตัวเลขการค้าในเดือน พ.ย. ออกมาแล้วอย่างสิงคโปร์นั้น การส่งออกในเดือนพ.ย. ขยายตัวมากกว่า 11% หลังจากร่วงลงไป 12% เมื่อเดือน ต.ค. ท่ามกลางค่าเงินเหรียญสิงคโปร์ที่กำลังเดินหน้าอ่อนค่าลงสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับไต้หวัน ที่การส่งออกในเดือน พ.ย.เติบโตมากที่สุดในรอบ 4 ปี และยังเกิดขึ้นกับจีน โดยค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและแตะจุดต่ำสุดในรอบ 8 ปีครึ่งเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งไปมีส่วนช่วยให้การส่งออกของจีนในเดือน พ.ย.กลับมาฟื้นตัวได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และยังเติบโตเร็วที่สุดในรอบมากกว่า 2 ปีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่การส่งออกของจีนเท่านั้นที่ฟื้นขึ้น แต่ค่าเงินที่อ่อนค่าลงไปยังสร้างความปวดหัวให้กับจีนอีกด้วย ท่ามกลางพันธบัตรรัฐบาลจีนที่เจอเผชิญกับความพยายามเทขายจนย่ำแย่มากที่สุดในรอบ 2 ปี ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเงินทุนที่ไหลออกจากจีนอย่างมหาศาล ทั้งจากต่างชาติที่ย้ายทุนออกไปลงทุนที่อื่นเอง และจากชาวจีนที่เดินหน้าซื้อกิจการในต่างประเทศ จนทางการต้องเร่งปิดการไหลออกของทุนยกใหญ่ เช่น ตรวจสอบการโอนเงินออกจากจีนที่มากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 175 ล้านบาท)

ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ทุนสำรองระหว่างประเทศจีนลดลงจากเดือน ต.ค. ที่ 6.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) เหลือ 3.05 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 106 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ย. และยังเสียแชมป์การเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอันดับ 1 ให้กับญี่ปุ่นอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการช่วยเหลือค่าเงินหยวนจากการขายสินทรัพย์สกุลเหรียญสหรัฐและซื้อสกุลเงินหยวน

จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่จำต้องเข้าแทรกแซงค่าเงิน ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางมาเลเซียมีการ "เคลื่อนไหว" เพื่อที่จะพยายามช่วยเหลือค่าเงินริงกิต ก่อนออกมายอมรับว่ามีการเข้าแทรกแซงค่าเงินดังกล่าวจริง และออกโรงส่งสัญญาณว่าจะควบคุมการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีการส่งมอบเงินริงกิตเมื่อครบกำหนด (เอ็นดีเอฟ)

มาเลเซียกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าค่าเงินจะอ่อนค่าลงไปถึงระดับวิกฤตค่าเงินเอเชียในปี 1998 หรือไม่ หากลดลงไปมากกว่าระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2015 ที่ 4.4770 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ซึ่งค่าเงินริงกิตอ่อนค่าลงไปสู่จุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา และกลายเป็นค่าเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย หลังสูญมูลค่าไปราว 7% นับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.

การอ่อนค่าของค่าเงินมักจะกดดันแรงซื้อของประเทศที่มีค่าเงินอ่อนกว่า โดยเซียเก็ตอี นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารฮ่องเหลียงอินเวสต์เมนต์แบงก์ในมาเลเซีย เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจมาเลเซียจะยังคงขยายตัว ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะขยายได้ 4.5% ในปี 2017 แต่การอ่อนค่าของค่าเงินริงกิตจะทำให้เอกชนต้องใช้ต้นทุนในการนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ขณะที่ยังประสบกับภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง

นอกจากนี้ ค่าเงินที่อ่อนค่าลงยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ โดยก่อนหน้านี้ บลูมเบิร์ก ระบุว่า ค่าเงินที่อ่อนค่าลงนี้ จะทำให้ตราสารหนี้สกุลเหรียญสหรัฐปรับมูลค่าเพิ่มขึ้น และทำให้ชาติอาเซียนต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นราว 8% เป็น 1.97 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.89 แสนล้านบาท) ในปีหน้าเพื่อชำระหนี้ในสกุลเหรียญสหรัฐ โดยสำหรับมาเลเซียที่ค่าเงินอ่อนค่าลงมากที่สุดในภูมิภาค ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินริงกิตและออกมายอมรับเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.

อย่างไรก็ตาม แม้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายจะมองในด้านบวกว่าทรัมป์จะช่วยให้เงินไหลเข้าสหรัฐอย่างมหาศาล แต่ก็ยังมีนักวิเคราะห์อีกฝั่งที่คาดว่าผลจากทรัมป์อาจจะหายไปในปี 2017 โดยทรัมป์อาจจะไม่สามารถทำตามที่ให้สัญญาไว้หมด เช่น อาจปรับลดภาษีน้อยกว่าที่คาดไว้ และอาจขยับตัวกระตุ้นเศรษฐกิจมากไม่ได้นัก จากความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน แม้ประเทศที่มีเศรษฐกิจพื้นฐานดีและไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง เช่น ญี่ปุ่น จะได้ประโยชน์จากการส่งออก แต่ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอ ก็ยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจต่อไป จึงยังต้องจับตากันต่อไปว่าค่าเงินที่อ่อนค่าลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้กับเศรษฐกิจบางชาติในปีหน้าว่าจะสามารถช่วยเศรษฐกิจในปี 2017 ได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก