
ชี้ไทยควรวางกฎชมวาฬ
เว็บไซต์ข่าวเอเอฟพี รายงานว่า อุตสาหกรรมทัวร์ชมวาฬของไทยเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพแวดล้อมเตือนว่า รัฐบาลไทยควรวางมาตรการเกี่ยวกับทัวร์การชมวาฬ ควบคู่กับการเริ่มเปลี่ยนสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากยิ่งขึ้น
เว็บไซต์ข่าวเอเอฟพี รายงานว่า อุตสาหกรรมทัวร์ชมวาฬของไทยเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพแวดล้อมเตือนว่า รัฐบาลไทยควรวางมาตรการเกี่ยวกับทัวร์การชมวาฬ ควบคู่กับการเริ่มเปลี่ยนสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากยิ่งขึ้น
จิรายุ เอกกุล หนึ่งในไกด์นำเที่ยวของทัวร์ชมวาฬ เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า การเที่ยวชมวาฬในเชิงพาณิชย์ยังเป็นเรื่องใหม่ในไทย โดยเมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวไม่ถึง 1,000 คนเท่านั้น อย่างไรก็ดี กองทุนนานาชาติเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ (ไอเอฟเอดับเบิ้ลยู) รายงานว่า ความนิยมของทัวร์ชมวาฬปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวปรับตัวขึ้นจาก 4 ล้านคน ในช่วงปี 1990 มาอยู่ที่ 13 ล้านคน ในปี 2008
ทั้งนี้ ความนิยมของการท่องเที่ยวชมวาฬก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น โดยเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา นักอนุรักษ์หลายรายจากหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ทะเลสากล ต้องออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้แล่นเรือเข้าใกล้วาฬมากเกินไป เนื่องจากการกระทำดังกล่าวรบกวนการหาอาหารของวาฬ และมีความเสี่ยงที่วาฬอาจเสียชีวิตจากการถูกเรือชน
จิรายุ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามกฎการทัวร์ชมวาฬสากลอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด เช่น ไม่แล่นเรือเข้าใกล้ฝูงวาฬมากเกินไป หรือขวางเส้นทางการหาอาหาร ขณะที่แสดงความวิตกเกี่ยวกับจำนวนวาฬหากความนิยมชมวาฬเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันรัฐบาลไทยยังไม่ได้ออกกฎควบคุมภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว
ด้าน สุรศักดิ์ ทองสุกดี ผู้เชี่ยวชาญด้านวาฬจากศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่ง (เอ็มซีอาร์ซี) กล่าวว่า การทัวร์ชมวาฬเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่จะต้องไม่รบกวนพื้นที่อาหารหรือเส้นทางการว่ายน้ำ
ของวาฬ
สุรศักดิ์ เสริมว่า ในช่วงปี 2015 พบวาฬเสียชีวิตในบริเวณอ่าวไทยแล้ว 6 ตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอัตราการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยที่ 1 ตัว/ปี โดยสาเหตุหลักมาจากมลพิษในทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงมีรายงานการใช้อวนจับปลาผิดกฎหมายในบริเวณดังกล่าว
ขณะเดียวกัน เจมส์ ฮาร์วีย์ นักชีววิทยาทางทะเลชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์สภาพแวดล้อมร่วมกับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาไทยออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากยังพบปัญหานักท่องเที่ยวทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ตัวอย่างเช่นแนวปะการังที่เสียหายจากการที่นักท่องเที่ยวเข้าไปดำน้ำในบริเวณดังกล่าวมากเกินไป







