posttoday
พรบ.พรรคการเมือง องค์กรอ่อนแอ-ตัดขาด ปชช.

พรบ.พรรคการเมือง องค์กรอ่อนแอ-ตัดขาด ปชช.

12 ธันวาคม 2559

ถือเป็นกฎหมายลูกฉบับแรกที่ปรากฏออกมาสู่สายตาสังคม สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถือเป็นกฎหมายลูกฉบับแรกที่ปรากฏออกมาสู่สายตาสังคม สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ... ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. พิจารณาจัดทำร่างในเบื้องต้นออกมาเพื่อเผยแพร่ต่อผู้เกี่ยวข้องและประชาชน สำหรับประกอบการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งยังอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมได้ในอนาคต

ทว่าหลังจากที่ทาง กรธ.เปิดเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองออกมาเป็นที่เรียบร้อย ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่ถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกฎหมายฉบับนี้โดยตรง ซึ่งสะท้อนแง่มุมความเป็นห่วงและจุดอ่อนในเนื้อหาในกฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้  

ไล่มาตั้งแต่ประเด็นเรื่องการหาสมาชิกพรรคให้ได้ 2 หมื่นคน ภายใน 4 ปี รวมทั้งให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินสนับสนุนพรรคเพื่อป้องกันนายทุนครอบงำเหมือนในอดีต ต่อเนื่องมาถึงบทลงโทษทั้งการยุบพรรค และการเอาผิดกรรมการบริหารพรรคที่มองว่ารุนแรงในหลายกรณี จนมองกันว่าอาจทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอและขาดอิสระในการทำงาน 

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าพรรคการเมืองต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายที่จะออกมา แม้โดยรวมเห็นว่าไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง อย่างไรก็ตามเมื่อมีการตั้งธงออกมาอย่างนี้ สำหรับพรรคการเมืองขนาดใหญ่คงไม่มีปัญหา แต่จะลำบากสำหรับพรรคขนาดเล็ก

ทั้งนี้ การให้สมาชิกพรรคต้องเสียเงินค่าบำรุงตามกฎหมายใหม่อย่างน้อยคนละ 100 บาท/ปี แต่ถ้าภายในเวลาที่กำหนดไม่นำเงินมาบำรุงก็ขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคไปโดยปริยาย ดังนั้นคงทำให้สมาชิกที่เคยมีอยู่คงร่อยหรอน้อยลงไปจากเดิม

“คนที่ร่างกฎหมายไม่เคยบริหารพรรคการเมือง ผู้ร่างคิดว่าการมีส่วนร่วมต้องชำระค่าสมาชิกถึงจะมีส่วนร่วมในทางการเมือง แต่ในฐานะเป็นนักการเมืองมาเกือบ 30 ปี สมาชิกที่ผมต้องการคือช่วยรณรงค์ในการเลือกตั้งให้กับพรรค ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง สมาชิกที่ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วควรให้เป็นต่อ”

นิพิฏฐ์ ยอมรับว่าสิ่งที่น่ากังวลมาก คือ การยุบกรรมการบริหารพรรค เพราะกฎหมายใหม่เขียนว่าช่วงที่มีการเลือกตั้ง สมาชิกพรรคไปกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม และกรรมการบริหารพรรคไม่ห้าม กรรมการบริหารพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งชุด บทบัญญัติตรงนี้คิดว่าแรงเกินไป

นอกจากนี้ กรณีผู้สมัคร สส.ได้ใบเหลือง หรือใบแดง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยพรรคกับผู้สมัครต้องจ่าย แต่ถ้าผู้สมัครไม่จ่ายจะตัดเงินสนับสนุนพรรคการเมืองคิดว่าแย่มาก หากตัดเงินดังกล่าวทำให้พรรคดำเนินกิจกรรมยาก ถ้าจะลงโทษก็ควรทำกับผู้สมัครคนนั้น

สำหรับการคัดเลือกผู้สมัครผ่านคณะกรรมการสรรหานั้น ส่วนตัวยอมรับว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่การให้สัดส่วนมาจากกรรมการบริหารพรรคและสาขาพรรคอย่างละครึ่งหนึ่ง จะเป็นการเพิ่มบทบาทสาขามาก เหมือนเพิ่มสภาผัว-เมีย สภาพ่อ-ลูก เข้ามาโดยการปฏิรูปประชาชนไม่อยากให้เกิดแบบนั้นเหมือนในอดีต ซึ่งความเป็นจริงสาขาพรรคอยู่กับ สส.เขต โดย 90% เป็นอย่างนี้ ถ้าสาขาผูกพัน สส. และเมื่อ สส.ต้องการแบบไหนคิดว่าสาขาพรรคกล้าปฏิเสธหรือไม่

ขณะเดียวกันอยากให้จับตาเรื่องรีเซตกรรมการบริหารพรรค ที่เดิมบอกว่าจะไม่ทำแต่ถูกซ่อนไว้ในบทเฉพาะกาล คือ หลังจากกฎหมายพรรคการเมืองผ่าน รัฐธรรมนูญระบุต้องเลือกตั้งภายใน 150 วัน แต่บทเฉพาะกาลในกฎหมายพรรคการเมืองเขียนว่า หลังจากกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน ให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคใหม่

ด้วยระยะเวลาที่กำหนดทำให้พรรคการเมืองสุ่มเสี่ยงที่จะปริก่อนการเลือกตั้ง โดยความเห็นส่วนตัวเห็นว่าก่อนมีการเลือกตั้ง 2-3 เดือน ไม่อยากให้มีการกระเพื่อมภายในพรรค ที่สำคัญการบังคับเช่นนี้จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอและแตกหมด

ด้าน สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เฉพาะในส่วนของหลักการและเหตุผลก็ขัดกันตั้งแต่เริ่มต้น โดยเหตุผลในการร่างกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อต้องการให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมือง รวมถึงคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันมารวมกลุ่มตั้งพรรคการเมือง

ทว่าการตั้งพรรคการเมืองในลักษณะเช่นนี้ ไม่ต้องคิดตั้งพรรคการเมืองเพราะไม่สามารถทำได้เลย เท่ากับเปิดโอกาสให้กลุ่มนายทุน หรือกลุ่มมีสตางค์มาสร้างพรรคการเมืองมากกว่าไม่ใช่การปฏิรูป

นอกจากนี้ ที่เขียนตอนบอกตั้งแต่เริ่มแรกการจะยุบพรรคการเมือง มองสาระใหญ่แค่ 2 ประเด็น คือ ความมั่นคงและการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทว่าพอไปอ่านในรายละเอียดกลับพร้อมจะยุบพรรคการเมืองได้ทุกเมื่อ ซึ่งมันไม่ใช่การส่งเสริมพรรคการเมือง แต่ต้องการกำจัดพรรคการเมืองแล้วกีดกั้นการสร้างโอกาสที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง

“การเขียนออกมาแบบนี้ก็บอกได้คำเดียวว่า ไม่ใช่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่จะสนับสนุนให้พรรคการเมืองเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับการเมือง แต่เป็นคัตเอาต์ตัดขาดประชาชนและการเมืองอย่างสิ้นเชิง รวมถึงสมาชิกพรรคต้องเสียเงินคนละ 100 บาท เพื่อบำรุงพรรค ทำไมต้องเอาตัวเงินมากำหนด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของพรรค ในมุมมองส่วนตัวมันไปไม่ได้”

ขณะที่ ชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นส่วนตัวว่าตามหลักการแล้วจำเป็นต้องมีกฎหมายนี้เพื่อพัฒนาด้านการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่กฎหยุมหยิมเล็กน้อยมันจะเป็นปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะในเรื่องการเก็บค่าสมาชิก

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ส่วนตัวใครจะมองเป็นประเด็นเล็กน้อย แต่สำหรับคนชนบทถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องอื่นๆ เมื่อมีการมองว่านักการเมืองเป็นกลุ่มหนึ่งที่จะต้องบริหารจัดการดูแลควบคุมกำกับก็ว่ากันไป ไม่ขัดข้องในเรื่องนี้ และที่พอใจคือการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกส่งตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง

“การกำหนดให้มีตัวแทนคณะกรรมการสรรหา คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งทุกพรรคการเมืองต้องพัฒนาไปตามนั้น แต่ผมยังไม่เห็นหนังสือเชิญไปที่พรรค ได้รับทราบเพียงข่าวว่าจะเชิญพรรคการเมืองมาให้ความเห็น และถ้าไม่มีหนังสือเชิญมา ไม่แน่ใจว่าเราจะมาในฐานะอะไรเป็นเพียงพิธีกรรมหรือเปล่า มาแล้วมีความเห็นได้เพียงไร รับฟังกันหรือไม่” รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าว

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69