
เดินหน้าเขตวัฒนธรรม 'ชาวเล' ก่อนทุนท่องเที่ยวรุกสิ้นถิ่นฐาน
เมื่อการท่องเที่ยวคือช่องทางหารายได้ของกลุ่มทุน ผืนทรายและท้องทะเลจึงกลายเป็นสิ่งหวงห้ามเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน
“ชาวเล” กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมเจ้าของพื้นที่จึงถูกเบียดขับออกไปพ้นจากกระแสการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและถิ่นฐานเกาะสิเหร่ ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ถิ่นฐานของชาวอูรักลาโว้ย 1 ใน 3 กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้มีนายทุนพยายามครอบครองที่ดินและโยกย้ายสุสานชาวเลอูรักลาโว้ยเพื่อก่อสร้างรีสอร์ต
18 ส.ค.ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล จ.ภูเก็ต ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมประชุม มีผู้เสนอให้ย้ายสุสานที่ชาวอูรักลาโว้ยใช้ฝังศพกันมานานนับร้อยปีไปไว้ที่อื่น โดยระบุว่ามีนายทุนพร้อมจ่ายเงิน 10 ล้านบาทซื้อที่ดินสุสานใหม่ให้ ส่วนที่ดินสุสานเดิมนั้นมีแผนที่จะก่อสร้างรีสอร์ต
น.ส.ศุนิชาวรรณ ประมงกิจ ชาวอูรักลาโว้ย บอกว่า สุสานมีเนื้อที่ 5 ไร่ ทางเข้ามีเอกชนถือครองโฉนดที่ดินได้ล้อมรั้วกั้นทางเข้าไว้ เวลาจะเข้าไปฝังศพก็ต้องขอกุญแจเข้าไป
นายธีรยุทธ เอี่ยมตระกูล ผวจ.ภูเก็ต กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น แต่ไม่ทราบรายละเอียดและไม่มีความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ขณะที่นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าวว่า กรณีนี้เข้าใจว่าคงเป็นความพยายามปรับปรุงทัศนียภาพของโรงแรมที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เพราะการแบกหามศพผ่านโรงแรมทำให้ภาพที่ออกมาดูไม่ดี
ไม่เพียงเกาะสิเหร่เท่านั้น แต่ถิ่นฐานชาวเลกลุ่มต่างๆ อีกหลายพื้นที่ก็ถูกนายทุนจับจ้องเพื่อพัฒนาเป็นรีสอร์ตรองรับการท่องเที่ยว นางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ในฐานะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า ชุมชนชาวเลหลายแห่งกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากถูกรุกรานจากกลุ่มทุน เช่น ชุมชนทับตะวัน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ขุมเขียวซึ่งเป็นป่าชายเลนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันถูกเอกชนอ้างสิทธิ ห้ามชาวเลเข้าไปทำมาหากิน ถึงขั้นปล่อยสุนัขมากัดและยิงปืนขู่ ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคยตรวจสอบและมีมติให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
แนวคิดฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลมีมานานแล้ว แต่เพิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในแผนฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลด้านต่างๆ และมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ปัญหา
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้บริหารใน วธ. ติดตามความคืบหน้าในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลอันดามันตามมติ ครม. ซึ่งในทางปฏิบัติส่วนราชการต่างๆ ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยจะเดินหน้าเขตวัฒนธรรมพิเศษชาวเล เช่นเดียวกับที่ ครม. ได้มีมติให้ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยจะไปดูพื้นที่เร็วๆ นี้ และอาจเสนอให้คณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญเข้าไปช่วยด้วย
ขณะที่นางปรีดา เห็นว่า เพื่อให้นโยบายนี้เป็นรูปธรรม น่าจะทำโครงการนำร่องใน 9 พื้นที่ เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ บ้านทุ่งหว้า บ้านสปำ บ้านแหลมหลา สุสานบ้านทุ่งหว้า ศาลาพ่อตาสามพัน เกาะเหลา โดยได้เสนอข้อมูลให้ที่ประชุมคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปรับทราบเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาต่อไป







