
เงินฝากแบงก์โตต่ำ กองทุนฟื้นฟูฯเสี่ยงใช้หนี้ยาว
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
การวางแผนชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ที่เหลือยอดหนี้คงค้าง ณ สิ้นเดือน ต.ค.ปีนี้อีก 9.49 แสนล้านบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ตั้งใจจะให้หมดตามเป้าหมายภายใน 15 ปี นับจากปี 2559 หรือภายในปี 2574 กลายเป็นงานหินขึ้นมาทันที เมื่อเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์เสี่ยงที่จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ซึ่งนั่นหมายความว่า ธปท.อาจเก็บเงินจากฐานเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ได้น้อยลง เงินที่จะมาสมทบเพื่อนำไปใช้หนี้ก็เสี่ยงที่จะลดลงไปด้วย
แม้กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ ธปท.สามารถเรียกเก็บเงินนำส่งจากฐานเงินฝากของสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ได้ในอัตรา 0.46% เท่าเดิมก็ตาม แต่ฐานเงินฝากขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยข้อมูลของเงินรับฝาก แยกตามขนาดและอายุของเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเพียง 2.81 แสนล้านบาท หรือ 2.36% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือจาก 11.92 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 12.2 ล้านล้านบาท
สาเหตุที่เงินฝากโตในอัตราที่ลดลง ส่วนหนึ่งเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยต่ำมานาน โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ต่ำใกล้ 0% ทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มมองหาทางเลือกอื่น รวมถึงการลงทุนใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงิน เช่น การลงทุนในกองทุนรวม กองทุนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) และยิ่งมีเทคโนโลยีการเงินใหม่ๆ (ฟินเทค) เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการเงินมากขึ้น แนวโน้มเงินฝากยิ่งมีทิศทางเติบโตน้อยลงไปเรื่อย
ก่อนหน้านี้ ธปท.และกองทุนฟื้นฟูฯ กำหนดแนวทางและประมาณการชำระหนี้เงินกู้จากการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฯ พ.ศ. 2541 (FIDF1) และ พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฯ ระยะที่ 2 พ.ศ. 2545 (FIDF3) โดยวางแผนจะใช้แหล่งเงินจาก 1.เงินนำส่งจากสถาบันการเงินที่เก็บในอัตรา 0.46% ของฐานเงินฝาก เพื่อไปชำระดอกเบี้ยจ่าย และหากมีเงินเหลือหลังสำรองดอกเบี้ยจ่าย 6 เดือนล่วงหน้า รวมทั้งดอกเบี้ยที่ต้องบริหารจัดการอื่นๆ แล้ว จึงจะนำเงินที่เหลือไปชำระต้นเงินกู้ โดยหวังว่าฐานเงินฝากจะโตปีละ 4%
2.เงินกำไรสุทธิของ ธปท. 3.เงินบัญชีผลประโยชน์ประจำปีของ ธปท. และ 4.การบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟูฯ
แต่การที่จะนำเงินทั้ง 4 ส่วนไปชำระหนี้ FIDF1 และ FIDF3 ให้หมดภายใน 15 ปีนั้น ค่อนข้างมีความเสี่ยง เพราะรายรับจากเงินนำส่งที่จะเก็บจากธนาคารพาณิชย์จากนี้ไปอาจจะไม่โตปีละ 4% ตามแผนที่คาดไว้ทั้งปี ส่งผลให้การชำระหนี้อาจล่าช้าออกไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการออกกฎหมายเพื่อปรับปรุงหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2559 มีการคืนเงินกู้ของ FIDF1 และ FIDF3 รวมแล้ว 1.87 แสนล้านบาท เหลือยอดหนี้คงค้างอีก 9.49 แสนล้านบาท โดยเงินที่ให้สถาบันการเงินนำส่งให้ ธปท. ถือเป็นแหล่งเงินสำคัญในการชำระต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และค่าบริหารจัดการหนี้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2555 ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2559 สถาบันการเงินมีการนำเงินส่งแล้วรวม 2 แสนล้านบาท
ขณะที่เงินจากบัญชีผลประโยชน์ประจำปีน่าจะเริ่มนำส่งสมทบเพื่อใช้หนี้ได้ในปี 2563 เป็นต้นไป คาดว่าจะได้เงินปีละ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนการบริหารทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งรวมถึงเงินปันผลที่ได้จากธนาคารกรุงไทยและบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้น 100% แล้วน่าจะมีเงินในการชำระหนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 และมีบางส่วนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขายทรัพย์สินออกไป ขณะที่กำไรสุทธิของ ธปท. คงจะไม่มีเงินมาส่งชำระหนี้แน่ เพราะ ธปท.มีผลขาดทุนสะสมค่อนข้างสูงประมาณ6 แสนกว่าล้านบาท
ล่าสุดเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ชำระหนี้ไปรวมทั้งสิ้น 2,798 ล้านบาท แบ่งเป็นการชำระเงินต้น FIDF 3 จำนวน 460 ล้านบาท และชำรดอกเบี้ยอีก 2,338 ล้านบาท ส่งผลให้ตั้งแต่เริ่มดำเนินการรับโอนหนี้มาในเดือน ม.ค. 2555 จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 2559 กองทุนฟื้นฟูฯ ลดหนี้ได้แล้ว 1.9 แสนล้านบาท หรือ 16.66% จาก 1.138 ล้านล้านบาท ลดลงเหลือ 9.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการลดหนี้ในส่วนของ FIDF 1 รวม 9.12 หมื่นล้านบาท จากหนี้ส่วนที่เคยรับมา 4.63 แสนล้านบาท เหลือ 3.72 แสนล้านบาท และลดในส่วนของ FIDF 3 อีก 9.85 หมื่นล้านบาท จากหนี้ที่รับมาตอนแรก 6.75 แสนล้านบาท เหลือ 5.77 แสนล้านบาท
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ความเห็นว่า ในภาพรวมของปีนี้ต้องยอมรับว่าเงินฝากขยายตัวในอัตราที่ต่ำ โดยเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาโต 1.9% แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่โต 1.6% แต่คาดว่าสิ้นปีนี้เงินฝากน่าจะโตได้ 2% และปีหน้าขยายตัวดีขึ้นที่ 2-3% อย่างไรก็ดี เงินฝากจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับปัจจัยการเปลี่ยนของทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วย เพราะหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 13-14 ธ.ค.ปีนี้อย่างที่ตลาดคาดจริง เงินฝากอาจจะเพิ่มน้อยลงก็เป็นได้ เพราะเมื่อดอกเบี้ยเฟดขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐ รวมถึงไทยจะปรับขึ้นด้วย เป็นทางเลือกของผู้ออมในการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อาจเห็นการโยกเงินฝากไปลงทุนในส่วนนี้เพิ่มได้
“ภาพการลดลงของเงินฝากในปีนี้ ไม่ได้มีประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากยังขยายตัวสอดคล้องกับสินเชื่อที่โตต่ำ จากการที่ธนาคารระมัดระวังการปล่อยกู้ เพราะกังวลกับปัญหาหนี้เสียที่ต้องมีภาระการกันสำรองหนี้เพิ่ม ทำให้ปีนี้ธนาคารไม่แข่งกันระดมเงินฝาก บางส่วนปล่อยเงินฝากออกไปด้วยด้วยซ้ำ แต่ต่อไปที่ดอกเบี้ยเริ่มปรับขึ้นอาจเห็นการไปลงทุนในบอนด์เพิ่มขึ้น ดังนั้น ปีหน้าอาจเห็นเงินฝากออกไปลงในหุ้นกู้มากขึ้น และอาจเห็นธนาคารออกเคมเปญดึงเงินฝากบ้าง บวกกับปีหน้ากระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทไปลงทุนตามกลุ่มจังหวัดอีก ดอกเบี้ยบอนด์จึงมีโอกาสขยับจูงใจเงินฝากออกไปลงทุนมากขึ้นได้” เชาว์ กล่าว
เมื่อประเมินโดยภาพรวมแล้ว ดูเหมือนที่มาของแหล่งเงินที่จะนำมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ในระยะต่อไปยังกระท่อนกระแท่น ความหวังที่จะปลดหนี้ก้อนใหญ่ใน 15 ปี หนทางไม่สดใสนัก ส่วนหนึ่งเพราะเงินฝากโตในอัตราที่น้อย แถมเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวได้ช้า ผลคือ ธนาคารพาณิชย์ยังน่าจะต้องแบกภาระการนำส่งเงินตามฐานเงินฝากเข้ามาให้กองทุนฟื้นฟูฯ ในอัตราเดิมไปอีกระยะหนึ่ง







