
การประกอบวิชาชีพเวชกรรม
....นพ.อำพล จินดาวัฒนะ
เมื่อไม่นานมานี้ ช่วงที่มีกลุ่มแพทย์ส่วนหนึ่งออกมาค้าน พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ได้กล่าวหาว่าแพทย์บางคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ว่าเป็นแพทย์ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพแล้ว เป็นความพยายามทำให้สังคมเข้าใจว่าแพทย์เหล่านั้นไม่น่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาชีพแล้ว เพื่อพยายามทำให้ดูว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่น่าเชื่อถือ แทนที่จะสนใจพูดคุยในเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว
วิชาชีพแพทย์หรือที่เรียกว่า
“การประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มีแพทยสภาเป็นองค์กรตามกฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานวิชาการเชิงวิชาชีพ ตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียน การฝึกปฏิบัติ และการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตลอดชีวิต และมีหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนให้ได้รับบริการที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และปลอดภัย ไม่ถูกหลอกลวงหรือเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่ปกป้องวิชาชีพของตนเป็นหลักวิชาชีพแพทย์โดยรวมยังคงได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่องและความน่าเชื่อถือจากสังคมอยู่ในระดับค่อนข้างดี จะมีสั่นคลอนไปบ้างจากเหตุการณ์บางเรื่องบางคราว ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมดาของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสทุนนิยมวัตถุนิยม
มีบางคนพยายามทำให้สังคมเข้าใจเรื่องการประกอบวิชาชีพของแพทย์ในมุมมองที่แคบ ว่าแพทย์มีหน้าที่ประกอบวิชาชีพรักษาพยาบาลผู้ป่วยเป็นรายคนอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะการประกอบวิชาชีพแพทย์มีหลายสาขา ปัจจุบันมีมากถึงเกือบ 50 สาขา เช่น สาขาศัลยศาสตร์ สาขาอายุรศาสตร์ สาขากุมารเวชศาสตร์ สาขาเวชปฏิบัติทั่วไป สาขาจิตเวชศาสตร์ สาขาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา ฯลฯ รวมไปถึงสาขาย่อยๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยเป็นรายคน
แต่ยังมีแพทย์ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอีกส่วนหนึ่งที่ทำงานกับประชาชนเป็นกลุ่ม ไม่ได้ทำงานกับผู้ป่วยรายคน เช่น แพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับการค้นคว้า ติดตามสอบสวนโรคและภัยสุขภาพด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคน หรือที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ แพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษาความสัมพันธ์ของโรคภัยไข้เจ็บของคนในสังคม เชื่อมโยงไปถึงปัจจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การกำหนดมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมและป้องกันโรค ฯลฯ ซึ่งแพทย์พวกนี้ก็ต้องมีการฝึกอบรมเฉพาะทาง เพื่อให้มีความรู้ความชำนาญเป็นการเฉพาะ และต้องผ่านการสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกับแพทย์สาขาอื่นๆ
แพทย์เหล่านี้จะอยู่ในสาขาหลัก คือ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) หรือบางแห่งเรียกว่า สาขาเวชศาสตร์สังคม (Social Medicine) แบ่งเป็นสาขาย่อย ได้แก่ ระบาดวิทยา สาธารณสุขศาสตร์ เวชศาสตร์การบิน อาชีวเวชศาสตร์ เป็นต้น
การใช้ความรู้และคำแนะนำ รวมทั้งการดำเนินการต่างๆ ของแพทย์เหล่านี้ มีผลกระทบกับคนหมู่มากในสังคม ถ้าแนะนำดี ปฏิบัติดี ถูกทิศถูกทาง เป็นไปตามหลักการและวิชาการที่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะเป็นคุณกับประชาชนโดยรวม แต่ถ้าแนะนำผิด ทำผิด ก็จะเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมากได้เช่นกัน การทำงานของแพทย์เหล่านี้จึงต้องได้มาตรฐานด้วย ไม่ต่างกับแพทย์สาขาต่างๆ ที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นรายคน
การทำงานของแพทย์แต่ละสาขาจึงต้องหนุนเสริมเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับการทำงานของผู้อยู่ในวิชาชีพข้างเคียง รวมไปถึงบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ ด้วย ไม่มีแพทย์สาขาใดจะทำงานได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงลำพัง
การพยายามจะบอกกับสังคมว่า แพทย์ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนการออกกฎหมายคุ้มครองความเสียหายจากการรักษาพยาบาล เป็นแพทย์ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้วนั้น อาจทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ทราบความจริง เข้าใจผิดได้
การที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน หรือเวชศาสตร์สังคม ทำงานและผลักดันนโยบายสำคัญต่างๆ ที่มีผลดีต่อการสร้างสุขภาพคนและสังคม ป้องกันปัญหาต่างๆ เพื่อทั้งประชาชนและทั้งแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขมีความไว้วางใจต่อกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จึงเป็นการทำให้ระบบสุขภาพดีขึ้น และเป็นความพยายามทำให้การดูแลด้านสุขภาพมีคุณภาพมากขึ้นทั้งมิติด้านวิชาการและมิติด้านความเป็นมนุษย์
มีแพทย์บางท่านหยุดประกอบวิชาชีพเวชกรรมไปทำงานด้านอื่นแล้วจริงๆ เช่น บางท่านไปเป็นนักการเมืองอาชีพ บางท่านไปเป็นนักธุรกิจก่อสร้าง หรือทำสายการบิน อย่างนั้นก็ชัดเจนว่าท่านไปทำสัมมาชีพอื่น ไม่ได้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว
แต่ที่มีแพทย์บางท่านที่ยังประกอบวิชาชีพเวชกรรมอยู่ ในขณะเดียวกันก็ทำธุรกิจหากำไรจากบริการสุขภาพคู่กันไปด้วย อย่างนี้จะเรียกว่าอะไรดี?







