
กรมการจังหวัด ประชารัฐ และการพัฒนา
มีบางคนพูดว่า “ประชารัฐก็ไม่ต่างจากประชานิยม” หลายเดือนมานี้ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุม “กรมการจังหวัด”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
มีบางคนพูดว่า “ประชารัฐก็ไม่ต่างจากประชานิยม”
หลายเดือนมานี้ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุม “กรมการจังหวัด” ของ จ.นนทบุรี ในฐานะผู้แทนของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยหน่วยงานราชการทุกแห่งในจังหวัดจะต้องเข้าร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะตัวแทนรัฐบาล หรือเป็น “บิ๊กบอส” ของราชการส่วนภูมิภาค เพื่อให้ข้อสั่งการที่ได้รับมอบหมายมาจากส่วนกลาง คือ คณะรัฐมนตรี แถลงผลงานต่างๆ ของจังหวัด และปรึกษาหารือทำการพัฒนาจังหวัด เป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งที่ จ.นนทบุรี นี้จะจัดขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน
ในอดีตนั้น กรมการจังหวัดจะมีแต่ผู้บังคับบัญชาจากหน่วยราชการล้วนๆ แต่มาในปัจจุบันได้มีภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมด้วย ทำให้การประชุมค่อนข้างจะ “อัดแน่น” ทั้งจำนวนคนที่เข้าประชุม อย่างที่ จ.นนทบุรี นี้มีจำนวนเกือบ 200 คน กับเนื้อหาหรือวาระการประชุม โดยที่ในการประชุมแต่ละครั้งต้องใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง เรียกว่า ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่อึดจริง ก็คงไม่สามารถนำการประชุมได้เรียบร้อย
“กรมการจังหวัด” เป็นทั้ง “รูปแบบ” และ “วิธีการ” ทางการปกครองของไทยที่มีมาแต่โบราณ ใครที่เคยอ่านวรรณคดี เรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” จะพบกระบวนการทางการปกครองแบบนี้อยู่หลายแห่ง อย่างเช่น ตอนต้นเรื่อง พระพันวษา (อันเป็นพระนามสมมติของพระมหากษัตริย์ที่ผู้แต่งนำมาใช้ในวรรณคดีเรื่องนี้) มีพระราชประสงค์จะไปดูควายป่าที่มอบหมายให้เจ้าเมืองกาญจนบุรี “เลี้ยงดู” เพื่อนำมาพระราชทานให้ราษฎรไว้ทำนา ว่าควายเหล่านั้นสุขสบายดีหรือไม่ เจ้าเมืองกาญจนบุรีก็เรียกประชุม “กรมการเมือง” เตรียมการรับเสด็จเป็นที่วุ่นวาย จำนวนนี้มีขุนไกร (ผู้เป็นพ่อของพลายแก้วหรือขุนแผน) ในตำแหน่งเจ้ากรมอาทมาตรวมอยู่ด้วย
ตำแหน่ง “อาทมาต” นี้ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ในหนังสือ “ขุนช้างขุนแผนฉบับอ่านใหม่” ว่าเป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่ด้าน “ข่าวกรอง” หรือหน่วยสืบราชการลับนั่นเอง เนื่องจาก จ.กาญจนบุรี เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญที่ไทยต้องทำศึกสงครามกับพม่าอยู่เป็นระยะ จึงต้องมีการสืบข่าวความเคลื่อนไหวของข้าศึกถวายรายงานไปยังพระมหากษัตริย์ที่กรุงศรีอยุธยาอยู่เป็นประจำ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยังบอกอีกด้วยว่า ขุนไกรนี้ต้องเป็นมอญ เพราะเข้าถึงทั้งฝ่ายไทยและพม่า เข้าใจและพูดพม่าได้ ที่สำคัญก็คือจงรักภักดีต่อไทยแต่เกลียดพม่าเข้าไส้ แต่ที่ขุนไกรต้องดูแล “ควายป่าทรงเลี้ยง” นี้ด้วย ก็อาจจะเป็นเพราะงานข่าวกรองอาจจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง หรืออาจจะใช้อำพรางการหาข่าวด้วยก็ได้ แต่ที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มีความเห็นเพิ่มเติม ก็คือ ขุนไกรมีคาถาและเวทมนตร์ดี สามารถ “เอาอยู่” หรือจัดการกับควายป่าเหล่านี้ได้
แต่ว่าเมื่อพระพันวษาเสด็จฯ มาจริงๆ ขุนไกรก็ “เอาไม่อยู่” ควายป่านับร้อยพากันตื่นตระหนก บางตัววิ่งพุ่งมาที่หน้าพระพักตร์ ขุนไกรจำเป็นจะต้องใช้หอกและดาบเข้าฟันฝูงควายที่บ้าคลั่งเหล่านั้นจนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก พระพันวษาก็กริ้วและสั่งประหารขุนไกรพร้อมริบราชบาตร คือทรัพย์สินรวมทั้งครอบครัวและบริวารของขุนไกรนั้นด้วย อันเป็นเหตุให้นางทองประศรีผู้เป็นภริยาต้องหอบหิ้วลูกน้อย คือ พลายแก้วนั้น หนีไปอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี ไปพบกับขุนช้างและนางพิมพิลาไลยหรือนางวันทอง เกิดเป็นเรื่องขุนช้างขุนแผนต่อมา
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนถึงการที่พระพันวษาทรงมีพระราชอาญาลงโทษขุนไกรรุนแรงถึงเพียงนั้น (ทั้งที่ขุนไกรกระทำไปเพื่อป้องกันอันตรายที่จะไปต้องพระองค์) ว่า “ก็สมควรอยู่หรอก ขนาดต่อหน้าพระพักตร์ยังบังอาจทำร้ายต่อควายทรงเลี้ยงได้ถึงเพียงนี้ นี่ถ้าลับหลังพระองค์แล้วควายเหล่านี้จะไม่กลายเป็นเนื้อแดดเดียวไปหมดสิ้นหรือ” ซึ่งก็เป็นอารมณ์ “ตลกร้าย” ที่ท่านแสดงออกบ้างเป็นครั้งคราว
เล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนมาบางส่วนนี้ ก็เพื่อฟื้นความจำและให้เห็นความสำคัญว่า กรมการจังหวัด เป็นรูปแบบและวิธีการทางการปกครองไทยที่มีมานาน ทั้งยังเป็นรูปแบบและวิธีการที่มีประสิทธิภาพ จึงยังคงมีการนำมาใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยมีการปรับเปลี่ยนไปพอสมควร อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะภาคราชการ แต่ยังมีภาคเอกชนและภาคประชาสังคมนั้นด้วย ซึ่งในแนวคิดของการเมืองการปกครองสมัยใหม่ ถือว่ามีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังจะต้องปฏิรูปประเทศไปในแนวทางของระบอบประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมจากประชาชน อันเป็น “หัวใจ” ของการปกครองในระบอบนี้
ในยุคการปกครองของ คสช.ได้มีนโยบายที่สำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ “ประชารัฐ” ที่เน้นความร่วมมือและการทำงานที่สอดประสานระหว่าง 3 ฝ่าย คือ รัฐ เอกชน และประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อให้มาช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ สำหรับในระดับจังหวัดอย่างที่ จ.นนทบุรี นี้ก็มีการจัดตั้ง “บริษัทประชารัฐจำกัด” ขึ้นทำหน้าที่เป็นองค์กรขับเคลื่อน ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมก็เช่น การจัดทำตลาดชุมชน การจัดการจำหน่ายพืชผลการเกษตร การจัดการน้ำ สวัสดิการชุมชน และการพัฒนาอาชีพ เป็นต้น แต่ก็ยังอยู่ในระยะริเริ่มดำเนินการ ซึ่งผลที่ปรากฏออกมาก็ได้ผลค่อนข้างดี โดยจะได้มีการขยายผลเป็นต้นแบบไปยังที่อื่นๆ ต่อไป
ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นิสิต จันทร์สมวงศ์ (ชื่อเล่นว่า ตู่ เหมือนท่านนายกรัฐมนตรี นามสกุลก็คล้ายๆ กัน) ได้เล่าเรื่อง “ขำๆ” ให้ฟังว่า ขณะนี้ข้าวราคาตกต่ำ ทุกฝ่ายก็ออกช่วยชาวนาขายข้าว แต่ปัญหาก็คือพอจังหวัดจัดสถานที่ขายข้าวให้ ชาวนาก็ไม่เอาข้าวมาขาย อ้างว่าไม่มีรถหรือค่ารถขนไป นั่นก็คือชาวบ้านจำนวนมากยังคิดว่า “ประชารัฐ” ก็คือ “ประชานิยม” ที่รัฐบาลต้องอนุเคราะห์ จุนเจือ และโปรยปรายความช่วยเหลืออย่างที่เคยได้รับมาในยุคก่อนๆ ไปเสียทุกอย่างทุกเรื่อง แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ประชารัฐคือประชาชนนั่นแหละที่ต้องออกแรง ออกความคิด และออกมาทำงานด้วยกัน ไม่งั้นก็จะไม่ได้อะไรตอบแทน ไม่เกิดผลอะไร และก็จะไม่พัฒนา
ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ “ผู้นำ” แต่อยู่ที่ “การกระทำ” ของเราทุกคน







