posttoday
Blockchain ปฏิวัติ ระบบการเงินโลก

Blockchain ปฏิวัติ ระบบการเงินโลก

02 ธันวาคม 2559

โดย...ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย

โดย...ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า กระแส FinTech ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ลดทอนความสําคัญของระบบธนาคาร อาทิ การระดมทุนจากสาธารณชนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน (Crowdfunding) และการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคลโดยตรงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (P2P Lending) ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดัน
ต่อสถาบันการเงินในฐานะคู่แข่งที่ต้องจับตามอง ส่งผลให้สถาบันการเงินหลายแห่งต้องปรับตัวและหันมาใช้กลยุทธ์สร้างพันธมิตรกับธุรกิจ FinTech เพื่อลดการแข่งขันโดยตรงกับธุรกิจ FinTech ทั้งนี้ ท่ามกลางการปรับตัวของสถาบันการเงินภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว

มีเทคโนโลยีทางการเงินอีกประเภทหนึ่งที่อาจช่วยให้สถาบันการเงินสามารถพลิกวิกฤตเป็นทางรอดในยุคดิจิทัลนั่นคือ “Blockchain” ซึ่งจุดประกายให้สถาบันการเงินหันมาตื่นตัว ภายหลังธนาคารขนาดใหญ่ของโลกประกาศว่าจะนํา Blockchain มาใช้ในระบบการโอนเงิน

Blockchain คืออะไร?

Blockchain เป็นเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งช่วยให้สมาชิกที่อยู่ในระบบ (Platform) เดียวกัน สามารถทําธุรกรรมทางการเงินระหว่างกันได้โดยตรง อาทิ การโอนเงินไปยังสมาชิกอีกรายผ่าน แพลตฟอร์มโดยไม่จําเป็นต้องมีตัวกลางดังเช่นการทําธุรกรรมทางการเงินในแบบปัจจุบัน ซึ่งมักผ่านสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ข้อมูลธุรกรรมดังกล่าวจะถูกเรียกว่า Block และจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบต่อจาก Block อื่นๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าคล้ายเป็นโซ่ (Chain) ที่เรียงต่อกัน และจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูล Block เหล่านั้นในภายหลังได้ นอกจากนี้ สมาชิกที่เกี่ยวข้องในแพลตฟอร์มสามารถร่วมตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมที่เกิดความผิดปกติได้ทําให้ธุรกรรมที่เกิดขึ้นมีความโปร่งใส

ประโยชน์ของ Blockchain

รูปแบบการทํางานของ Blockchain ซึ่งแตกต่างจากระบบการทําธุรกรรมทางการเงินในแบบดั้งเดิม ส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการทางการเงินในด้านต่างๆ คือช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทําธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ โดยทั่วไปมักดําเนินการผ่านสถาบันการเงินและบริษัทผู้ให้บริการระบบหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทําให้ใช้เวลานานกว่าเมื่อเทียบกับระบบ Blockchain ที่สามารถทําธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศผ่านระบบดิจิทัลได้โดยไม่มีตัวกลาง

นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงในการทําธุรกรรมทางการเงิน การดําเนินการผ่านตัวกลางหลายแห่งทําให้มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินการสูงและก่อให้เกิดข้อผิดพลาดในแต่ละขั้นตอนได้ง่าย รวมทั้งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ในเบื้องต้นคาดว่าค่าธรรมเนียมในการทําธุรกรรมผ่าน Blockchain จะอยู่ที่ 0.01-0.05% ของมูลค่าธุรกรรมช่วยสร้างความปลอดภัยในการทําธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากข้อมูลธุรกรรมจะถูกเข้ารหัสไว้โดยเจ้าของธุรกรรม ทําให้สมาชิกเครือข่ายรายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขข้อมูลธุรกรรมได้ รวมทั้งการโจมตีระบบโดยแฮ็กเกอร์ ยังกระทําได้ยาก เนื่องจากข้อมูล Block ที่ถูกเรียงต่อกันเป็นโซ่ยาวทําให้แฮ็กเกอร์ต้องใช้ระบบประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการโจรกรรมเทียบกับระบบปัจจุบันที่ข้อมูลจะอยู่ที่ธนาคารเจ้าของธุรกรรม ทําให้มีโอกาสที่ถูกโจรกรรมได้ง่าย

ธุรกรรมที่เกิดขึ้นมีความโปร่งใส เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นสมาชิกของเครือข่ายสามารถร่วมตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมในกรณีที่เกิดความผิดปกติหรือเกิดการโจรกรรมข้อมูล ต่างจากระบบการเงินในปัจจุบันที่สถาบันการเงินเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลธุรกรรมและเป็นผู้ตรวจสอบแต่เพียงผู้เดียว การพัฒนาระบบ Blockchain ของสถาบันการเงินการ กําเนิดขึ้นของ Blockchain ในช่วงแรกๆ สร้างแรงกดดันต่อระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากรูปแบบการทํางานของ Blockchain ไม่จําเป็นต้องมีตัวกลางอย่างสถาบันการเงินอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดมาสถาบันการเงินปรับกลยุทธ์รับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้รองรับ Blockchain ตลอดจนต่อยอด Blockchain ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เพื่อคงไว้ซึ่งบทบาทและความสําคัญในฐานะผู้ให้บริการทางการเงิน ขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็ใช้จุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือ รวมทั้งฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่เป็นจํานวนมากเพื่อขยายบทบาทของสถาบันการเงินในระบบ Blockchain นอกจากนี้ ล่าสุดสถาบันการเงินหลายแห่งยังร่วมกันพัฒนาและใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อลดข้อจํากัดในการทําธุรกรรมทางการเงินระหว่างกัน

บทบาทของ Blockchain ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงบริบทของสถาบันการเงินในโลกยุคใหม่เท่านั้น ทว่า Blockchain อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลก โดย World Economic Forum คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 Blockchain จะมีส่วนในการสร้าง GDP ของโลกราว 10% ขณะที่รัฐบาลอาจใช้ Blockchain ในการจัดเก็บภาษีแทนระบบเดิม

อย่างไรก็ตาม Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ทํางานในโลกดิจิทัล ทําให้การทํางานของ Blockchain ตั้งอยู่บนแนวคิด “Transfer of Trust in a Trustless World” ดังนั้น ความท้าทายในการพัฒนาระบบ Blockchain คือการทําให้ผู้ใช้บริการมีความเชื่อมั่นในระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาระบบต้องคํานึงถึงเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ระบบ Blockchain ต่อไปในอนาคต

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว