posttoday
เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย สัญญาณต้นทุนเงินขยับ

เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย สัญญาณต้นทุนเงินขยับ

01 ธันวาคม 2559

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ตลาดเงินตลาดทุนไทยต้องเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2559 และมีแนวโน้มลากยาวไปถึงปี 2560 ปัจจัยหลักที่กระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย คือ การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งที่ 2 หลังจากปรับขึ้นไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อสิ้นปี 2558 ในอัตรา 0.25%

หลังจากเฟดเว้นระยะเวลาการขึ้นดอกเบี้ยมาเกือบ 1 ปี เพื่อให้มั่นใจเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวเศรษฐกิจภายใน จนขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวดีขึ้นและแข็งแกร่ง เช่น การจ้างงานนอกภาคเกษตร ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) อัตราเงินเฟ้อ โดยตลาดให้น้ำหนักว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ 100%

ไม่ว่าที่ประชุมเฟดในวันที่ 13-14 ธ.ค.นี้ จะตัดสินใจปรับเพิ่มดอกเบี้ยหรือไม่ แต่อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดสหรัฐได้ขยับขึ้นไปรอล่วงหน้าแล้ว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปีขึ้นไป สูงขึ้นถึง 0.47% มาอยู่ที่ 2.3% ภายในเวลา 1 เดือน หลังจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐออกมาว่าเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ขยับตามจาก 2.2% เป็น 2.64% และปีหน้ามีแนวโน้มจะขยับขึ้นอีก

อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่ปรับขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐและภาคเอกชนที่จะระดมเงินผ่านตลาดตราสารหนี้จะมีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น จากการเสนอผลตอบแทนพันธบัตรหรือหุ้นกู้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคเอกชนต้องระวังรักษาอันดับเครดิต (เรตติ้ง) ให้ดี เพราะจะมีผลต่อส่วนต่างผลตอบแทน (สเปรด) ที่เพิ่มจากดอกเบี้ยพันธบัตร

ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ออกมาส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ให้ภาคเอกชนเตรียมรับมือ โดยระบุว่า หมดยุคของถูกแล้ว จากนี้จะเข้าสู่แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยโลกที่จะขยับตามสหรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงต้นทุนการเงินภาคธุรกิจสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะคงที่ 1.5% จนถึงสิ้นปีหน้าก็ตาม

“ประเมินว่า ในปี 2559 เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ระดับ 0.25% และในปี 2560 สหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง สิ้นปีดอกเบี้ยเฟดจะอยู่ที่ราว 1-1.25% ธุรกิจที่ระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ ต้องเตรียมพร้อมรับวัฏจักรต้นทุนขาขึ้นไว้ด้วย” ปรีดี กล่าว

ช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นภาคเอกชนไทยทยอยออกหุ้นกู้มามากในปีนี้ ทั้งเพื่อให้ล็อกดอกเบี้ยต่ำไว้ รองรับการขยายธุรกิจ และรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิมเพื่อบริหารจัดการต้นทุนการเงินให้ลดลง

ธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปี 2559 ภาคธุรกิจและภาคเอกชนออกหุ้นกู้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งระบบมีมูลค่ารวมถึง 7.5 แสนล้านบาท เฉพาะไตรมาส 4 มีการออกหุ้นกู้อย่างหนาแน่น เพราะเก็งว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.นี้ ทำให้ต้นทุนการระดมทุนเพิ่มสูงขึ้น สำหรับธนาคารกสิกรไทย มีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในการออกหุ้นกู้อยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท หรือ 17% ของตลาดรวม

ส่วนปี 2560 คาดว่า ทั้งระบบจะมีการออกหุ้นกู้รวม 6 แสนล้านบาท ชะลอเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2559

ในขณะที่ธุรกิจเร่งออกหุ้นกู้เพื่อรับมือกับต้นทุนการเงินที่คาดว่าจะสูงขึ้นในอนาคตแล้ว ในด้านการลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงิน ทั้งพันธบัตรและหุ้นกู้ ก็พบว่ามีความต้องการลงทุนในปริมาณมาก เนื่องจากความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนน่าพอใจ ภายใต้ทิศทางดอกเบี้่ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ

ตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้มุมมองบวกต่อทุกแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจในปีหน้า แม้ว่าต้นทุนการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยช่องทางการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังมีโอกาสในบางธุรกิจที่ยังขยายตัว การออกหุ้นกู้ก็ยังมีแนวโน้มเติบโตเพราะผลตอบแทนยังดีกว่าเงินฝาก ตลาดหุ้นก็ยังเป็นแหล่งระดมทุนที่ได้รับความนิยม

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนการเงินหนึ่งของผู้ประกอบการ คงจะไม่เปลี่ยนแปลงไป เพราะอัตราจะอ้างอิงตามดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่หลายฝ่ายคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับ 1.5% ไปอีกระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังขึ้นกับปริมาณความต้องการสินเชื่อ ที่ดูทิศทางแล้วคงไม่เพิ่มขึ้นมากจนเป็นแรงกดดันให้สภาพคล่องในระบบลดลง และดันให้ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นได้ในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำธุรกิจขนาดใหญ่มักสนใจช่องทางการระดมทุนในตลาดเงินตลาดทุน มากกว่าการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ทำให้สินเชื่อรายใหญ่ของระบบธนาคารพาณิชย์เติบโตในระดับต่ำมากจนเกือบทรงตัว จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อต้นทุนการเงินในตลาดตราสารหนี้มีทิศทางสูงขึ้นเช่นนี้ น่าจะทำให้ภาคเอกชนหันมาเลือกช่องทางการใช้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มากขึ้นหรือไม่

แต่ในความจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะภาคธุรกิจจะระดมทุนผ่านช่องทางใด จะต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ หรือการฟื้นตัวของตลาดโลกเพื่อจะได้วางแผนการผลิต

ทว่า เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังเห็นความไม่แน่นอน โดยเฉพาะนโยบายการค้าของว่าที่ประธานา ธิบดีสหรัฐคนใหม่ จะกระทบในตลาดใด ทำให้ภาคธุรกิจหรือนักลงทุนอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่หรือขยายลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนก่อน ขณะที่ในประเทศ เอกชนก็รอการเกิดขึ้นจริงของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ก่อนตัดสินใจลงทุน

หากนึกภาพไม่ออก ให้ดูตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า แม้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับต่ำ ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ปรับลดลง รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์มากมายเพื่อจูงใจ แต่การลงทุนภาคเอกชนกลับเติบโตติดลบ สินเชื่อรายใหญ่เติบโตไม่มาก มีเพียงการออกหุ้นกู้เพื่อรีไฟแนนซ์ต้นทุนเดิม

ด้วยเหตุนี้ แม้ต้นทุนการระดมเงินผ่านตราสารหนี้จะขยับขึ้นบ้าง แต่ในส่วนของการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์นั้น ยังขึ้นกับความจำเป็นในการใช้เงิน มากกว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะถูกหรือแพง

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย