posttoday
สินเชื่อชะลอขายข้าว ทำมากไปเปลืองงบ

สินเชื่อชะลอขายข้าว ทำมากไปเปลืองงบ

21 พฤศจิกายน 2559

ปัญหากำลังซื้อที่อ่อนตัวลงอย่างมากซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากการส่งออกที่ทรุดตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ปัญหากำลังซื้อที่อ่อนตัวลงอย่างมากซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากการส่งออกที่ทรุดตัวลงในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นการอ่อนตัวของกำลังซื้อทั้งผู้มีงานทำ มีรายได้เป็นเงินเดือน และกำลังซื้อของเกษตรกร ที่รายได้ลดลงจากผลผลิตการเกษตรลดลงจากปัญหาภัยแล้งในปีที่ผ่านมา ขณะที่ปีนี้มาจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

ล่าสุด ข้าวนาปีในปีผลผลิต 2559/2560 เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากราคาข้าวตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งราคาข้าวหอมมะลิและราคาข้าวเจ้า ทำให้รัฐบาล โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธาน นบข. ต้องรีบเรียกประชุมเพื่อหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา

จากนั้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติตามที่ นบข.เสนอให้ใช้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ครม.มีมติให้รับจำนำยุ้งฉางข้าวเปลือกหอมมะลิที่ตันละ 9,500 บาท รวมกับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพอีกตันละ 2,000 บาท คิดจากไร่ละ 800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ จากมติ นบข.เดิมอยู่ที่ไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ และค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท รวมเบ็ดเสร็จแล้วชาวนาจะได้รับเงินตันละ 1.3 หมื่นบาท ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากมติ นบข. เมื่อวันที่ 31 ต.ค. อีกตันละ 1,475 บาท

ต่อมา วันที่ 8 พ.ย. ครม.มีมติให้ทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก โดยให้ขยายพื้นที่และชนิดข้าวเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.พื้นที่ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิทุกจังหวัด (ขาวดอกมะลิ 105 และ กข.15) ทั่วประเทศ จากเดิมกำหนดเฉพาะในเขตพื้นที่ 23 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2.พื้นที่ปลูกข้าวเปลือกเจ้านาปี และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 มีเป้าหมายให้ ธ.ก.ส.จ่ายสินเชื่อการขายผลิตผลเพิ่มเติม โดยใช้ข้าวเปลือกหอมมะลิในเขตพื้นที่ 23 จังหวัด และนอกเขตพื้นที่ เป็นหลักประกัน จำนวนประมาณ 2 ล้านตัน กับข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 เป็นหลักประกัน จำนวนประมาณ 1 ล้านตัน รวม 3 ล้านตัน

ทั้งนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกเขตพื้นที่ 23 จังหวัด กำหนดวงเงินสินเชื่อและค่าเก็บรักษาข้าวเปลือก เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในเขตพื้นที่ 23 จังหวัด (จากข้อมูลตามมติ ครม. วันที่ 1 พ.ย. 2559 ให้กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือก 90% ของราคาตลาด  ตามมติ ครม.  11 ต.ค. 2559  พิจารณาจากราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 36 กรัมขึ้นไป ในตลาดปัจจุบันที่ประมาณตันละ 1.1 หมื่นบาท กำหนดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 90% ซึ่งในชั้นนี้กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 9,500 บาท)

สำหรับข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ในอัตราไม่เกิน 90% ของราคาตลาด พิจารณาจากราคาเฉลี่ยข้าวเปลือกเจ้าในปัจจุบันที่ประมาณตันละ 7,800 บาท จะคิดเป็นวงเงินสินเชื่อต่อตัน 7,000 บาท

ขณะที่ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ความชื้นไม่เกิน  15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ในอัตราไม่เกิน 90% ของราคาตลาด พิจารณาจากราคาข้าวปัจจุบันที่ประมาณตันละ 8,700 บาท จะคิดเป็นวงเงินสินเชื่อต่อตันที่ 7,800 บาท

นอกจากนี้ ยังมีค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกที่เป็นค่าใช้จ่ายในการตากข้าวเปลือกและค่าแรงงานเช่นเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอีกตันละ 1,500 บาท แบ่งจ่ายเป็นค่าเตรียมข้าวเปลือกในวันเบิกรับเงินกู้ 1,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีกตันละ 500 บาท ในวันที่ไถ่ถอนข้าวเปลือกหลังจากเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 30 วัน

และมีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 อีกตันละ 2,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือไม่เกินกว่าที่ให้กับข้าวหอมมะลิไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท/ครัวเรือน ทั้งรายที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขาย โดย ธ.ก.ส.โอนเงินเข้าบัญชีให้เกษตรกรตั้งแต่ 1 พ.ย. 2559 ถึงวันที่ 28 ก.พ. 25560

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้แสดงความเห็นในที่ประชุม ครม. เมื่อ 8 พ.ย. 2559  โดยตั้งข้อสังเกตการดำเนินโครงการดังกล่าวว่าอาจไม่เหมาะสม เนื่องจากข้าวปทุมธานี 1 หรือข้าวหอมปทุม มีผลผลิตออกทั้งปี หรือใน 1 ปีเกษตรกรปลูกถึง 3 ครั้ง และที่ผ่านมาข้าวหอมปทุมมีราคาคงที่ ไม่แกว่งตัวมากนัก ส่วนข้าวเจ้าจะปลูกเฉลี่ย 2 ปี 5 ครั้ง ที่ผ่านมาราคาคงที่ ไม่แกว่งตัวตลอดทั้งปีเช่นเดียวกัน ทำให้มติ ครม.ที่มีการทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยเพิ่มประเภทของข้าวให้ครอบคลุมข้าวหอมปทุม และข้าวเจ้า อาจไม่มีผลต่อราคาที่จะปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังเกรงว่าจะมีเกษตรกรที่เข้าโครงการไม่มาไถ่ถอนข้าวเมื่อครบกำหนด เนื่องจาก ธ.ก.ส.เคยทำโครงการในลักษณะดังกล่าวเมื่อ 10 ปีก่อน พบว่ามีเกษตรกรไม่มาไถ่ถอนข้าวเป็นจำนวนมาก ต่างกับกรณีของการทำโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวหอมมะลิ ซึ่งขณะนี้เห็นว่าผลจากโครงการนี้ได้ทำให้ข้าวเริ่มราคาสูงขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ดี เนื่องจากโครงการดังกล่าวยังมีการกำหนดเงื่อนไขให้ปล่อยสินเชื่อเฉพาะเกษตรกรที่มียุ้งฉางเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังมียุ้งฉางเป็นเกษตรกรทางภาคเหนือ ส่วนภาคกลางที่ปลูกข้าวหอมปทุมและข้าวเจ้าไม่ค่อยมียุ้งฉาง จึงช่วยเรื่องการคัดกรองผู้ที่ได้สิทธิเข้าโครงการได้พอสมควร รวมทั้งไม่มีการผ่อนคลายเงื่อนไขเรื่องการเก็บข้าวใส่กระสอบ เพราะที่ผ่านมาพบว่าข้าวที่เก็บใส่กระสอบมีความเสียหายมากกว่าข้าวในยุ้งฉางมาก

แม้ว่าการแก้ปัญหาราคาข้าวของรัฐบาลจะส่งผลดี เพราะทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวดีขึ้น และยังเป็นส่วนสำคัญในการหนุนให้เกษตรกรชาวนามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ช่วยให้การค้าขายและการลงทุนในภาพรวมไม่หยุดชะงักอีกด้วย

แต่มาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาก็ต้องจำกัดวงเฉพาะชาวนาที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะเม็ดเงินที่รัฐบาลใช้นั้นทุกบาทเป็นเงินภาษีของประชาชน ที่สำคัญ มาตรการที่ออกมาจะต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาเหมือนในอดีต เพราะหากชาวนาที่เข้าโครงการสินเชื่อชะลอการขาย ไม่มาไถ่ถอนข้าวจริงตามที่ ธ.ก.ส.ตั้งข้อสังเกตไว้ แม้จะขยายเวลาการไถ่ถอนออกไปแล้วก็ตาม รัฐก็จะต้องมีภาระชดเชยส่วนต่างราคา หรือเรียกง่ายๆ ว่ารับภาระผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น

ผลที่ได้ก็จะไม่ต่างจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลในอดีต ที่ชาวนาไม่มาไถ่ถอนข้าวออกไป เมื่อรวมกับไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่มีแผนการระบายข้าวที่เหมาะสม ผลคือ ข้าวค้างสต๊อกอยู่จำนวนมหาศาล ทำให้ประเทศมีผลขาดทุนจากข้าวล็อตนี้ถึง 5 แสนกว่าล้านบาทแล้ว ข้าวที่ค้างสต๊อกยังกดดันราคาข้าวให้ตกต่ำจนถึงปัจจุบัน

“รัฐบาลมุ่งจะแก้ไขปัญหาข้าวครบวงจร” จึงเป็นคำประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มาถูกทางแล้วสำหรับการแก้ไขปัญหาเกษตรกรชาวนาของไทย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ