
สะพานคอนกรีต สะพานไม้
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
เหตุการณ์ในสหรัฐที่ผลเลือกตั้งพลิกล็อก ไม่ต่างจาก Brexit และส่งผลให้มีการประท้วงในกลุ่มที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งทั้งสองแห่ง แต่คนละรูปแบบ ทางหนึ่งมีความรุนแรง อีกทางหนึ่งแสดงออกเชิงสัญลักษณ์มากมายด้วยความสงบ ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 ตอน ด้วยบทสรุปเดียว ความเหลื่อมล้ำ คือ ตัวพลิกเกมการเมืองและเศรษฐกิจทั้งโลก ไม่ว่าจะโลกทุนนิยมที่พัฒนาเต็มที่แล้ว หรือกำลังพัฒนาแบบประเทศไทย รวมไปทั้งด้อยพัฒนา นั่นเพราะคนมีการศึกษาทางอ้อม และได้รับข่าวสารข้อมูลทางอ้อมจากสื่ออย่างโซเชียลมีเดียมากขึ้น และมากกว่าสื่อหลักแล้วในปัจจุบัน เราจะสังเกตง่ายมาก ในการที่ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจวิเคราะห์วิจารณ์อะไร จะมีผู้ติดตาม ทั้งสนับสนุนและตอบโต้เข้าไปคอมเมนต์กันทั้งสองทาง ซึ่งสิ่งนี้เกิดไม่ได้อย่างอิสระในสื่อแบบดั้งเดิม ยุคใหม่นี้จึงเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลข่าวสารค่อนข้างทันกันและมีมุมตอบสนองทันทีจากผู้รับสื่อ ให้ทั้งสองฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รู้ประเด็นทันทีว่า ความคิดที่ไม่ตรงกันนั้นคืออะไร?
ประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาถกเถียงกันมากทั้งในสหรัฐและอังกฤษขณะนี้ คือ เรื่องเศรษฐกิจที่เป็นธรรม หากตัดอารมณ์ต่างๆ ที่ขัดแย้งตามธรรมชาติของมนุษย์ออก เศรษฐกิจที่เป็นธรรม ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าความถูกต้องในกรอบกฎหมายธุรกิจ กฎหมายอาจถูกเขียนมาบังคับใช้อย่างถูกต้อง แค่หากไม่เป็นธรรม ปฏิกิริยาการต่อต้านจะรุนแรงและรวดเร็วมาก ข้อสำคัญอยู่ตรงที่เป็นธรรมต่อใคร? สำหรับผู้เขียนหากจะให้สังคมสงบ เศรษฐกิจเดินได้ไม่สะดุด ความเป็นธรรมต้องเพื่อคนส่วนใหญ่ และข้อสรุปนี้มาจากผลการประชามติของอังกฤษและการเลือกตั้งของสหรัฐนั่นเอง กฎหมาย กฎเกณฑ์ดี แต่คนส่วนน้อยได้ คนส่วนมากเสีย คนส่วนมากก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน เปลี่ยนแล้วจะดีขึ้นหรือเลวลง แต่รู้ว่าต้องเปลี่ยน
การพลิกโผของโลกทุนนิยมหลักทั้งสองแห่งครั้งนี้ ส่งคำเตือนต่อผู้บริหารเศรษฐกิจในทุกระดับทั้งโลกว่า อะไรที่เกินพอดี อะไรที่ถูกสะสมความเหลื่อมล้ำมาเงียบๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่แนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของผู้บริหารเหล่านั้น ดูจะดีไปทั้งหมดเลย ความถูกต้อง โปร่งใส รักษารายเล็กรายน้อย รายย่อย ทำถูกต้องตามกฎหมาย ภาษี มีความรับผิดชอบต่อสังคม แต่คนส่วนใหญ่ปฏิเสธ เพราะในระบบดีๆ ที่ว่ามานี้ คนจำนวนมากกว่าได้สื่อสารกันจนตกผลึกได้ว่า ทุกอย่างที่ทำออกมา คนได้ประโยชน์ที่สุดจากระบบเหล่านี้มีกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว ไม่ต่างจากความคิดเห็นในสังคมโซเชียลมีเดียวันนี้ของประเทศไทย คนเริ่ม “อึดอัด”
2 ปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยมีโอกาสแสดงความเห็นสั้นๆ เรื่องความเป็นห่วงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนพยายามสร้างสะพานคอนกรีตทั้งประเทศทุกชุมชน แต่ในระบบเศรษฐกิจของไทยได้พิสูจน์มาแล้วในทุกยุคทุกสมัย เราเหมาะกับสะพานไม้ที่มีไม้แทงไปแทงมาอย่างอาจจะไม่มีระเบียบนัก แต่วัสดุหาง่าย อยู่ในชุมชน คนในชุมชนก็สร้างได้ ซ่อมได้ เกิดความเป็นเจ้าของร่วมกัน สำคัญคือเมื่อเสีย ซ่อมได้เร็วกว่า เพราะคนในชุมชนซ่อมกันเองได้ ไม่ต้องรอใคร
ในขณะที่สะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคนในชุมชนทำไม่ได้ รัฐต้องจ้างผู้รับเหมา คนในชุมชนไม่มีส่วนร่วมมากนัก วัสดุต้องซื้อจากรายใหญ่ ผู้รับเหมาต้องใหญ่ เวลาเสียคนในชุมชนต้องร้องขอรัฐ รัฐต้องตั้งงบประมาณมาจ้างผู้รับเหมามาซ่อม สำคัญอีกเช่นกัน คือ ด้วยขบวนการแบบนี้ สะพานจะถูกซ่อมช้า ยังไม่นับเรื่องความโปร่งใสในการซ่อม เพราะคนมีส่วนได้เสียน้อย
การมีสะพานไม้ ซ่อมง่าย เหมือนการมีระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น ตามพื้นที่ คุณลักษณะของคนในชุมชน ให้จัดการระบบได้ด้วยตัวเอง ภาระของรัฐจะต่ำ การเคลื่อนตัวเร็วกว่า ปรุงแต่ง ปรับตัวง่ายกว่า ตรงกันข้ามกับการมีสะพานคอนกรีตแบบเดียวทั้งประเทศ ผลจะออกมาตรงกันข้าม ที่สำคัญคือคนไม่รู้สึกผูกพันกับสะพานเลย
อาจจะมีข้อแย้งได้เช่นกันว่า สะพานคอนกรีตแข็งแรงกว่า อยู่ยาวนานกว่า อาจดูดีมีมาตรฐานกว่า แต่นั่นเป็นเรื่องของคนสร้าง คนคิดถึงภาพนโยบายเรื่องสะพาน ไม่ใช่เรื่องของคนใช้สะพาน ที่อาจคิดคนละแบบ หรืออาจอยากหยิบค้อน ตะปูที่บ้านตัวเองมาสร้างสะพานบ้าง และถ้ายิ่งเรื่องการทุจริต ความไม่โปร่งใส ถ้าไม่เป็นแบบเดียว มีราคากลางตามระบบที่ดีต่างๆ นานา เรื่องนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วเช่นกัน สะพานคอนกรีตยิ่งทุจริตง่าย คนมองไม่เห็นเหล็กข้างใน คนสร้างได้ไม่กี่คน คนอนุมัติก็ไม่กี่คน
เขียนเรื่องนี้ เพราะหลังผลเลือกตั้งนึกถึงวันที่เคยพูดเรื่องปัญหาใหญ่ที่จะเกิดกับเอสเอ็มอี และเรื่องเศรษฐกิจชุมชนฐานรากจากนโยบายบางอย่างเมื่อ 2 ปีก่อน แล้วถูกเบรกหัวทิ่มในที่ประชุมว่า ไม่เกิดขึ้นหรอก เรากำลังจะทำให้ประเทศเราก้าวสู่ประเทศพัฒนาเต็มตัว หลุดกับดักรายได้ปานกลาง มีธรรมาภิบาล มีระบบทุนเกื้อหนุนที่ดี ตลาดเงินกว้างขวาง ใหญ่จูงเล็กเดิน เราจะสร้างสะพานคอนกรีตทั้งประเทศทุกชุมชน ฟังดูดีมากๆ ต้องยอมรับ
วันนี้ 2 ปีผ่านมา ผลลัพธ์ชัดเจนว่าสะพานคอนกรีตเข้าทุกชุมชนจริงๆ แต่ชุมชนบาดเจ็บขึ้น ไม่มีส่วนร่วมในการผลักดันอะไรอีกต่อไป เป็นชุมชนหมดพลัง ข้อดีอันหนึ่งคือชุมชนเริ่มปรับตัวเอง รัฐจะไปสะพานคอนกรีต ชุมชนไม่ปฏิเสธ แต่คนชุมชนรุ่นใหม่ สร้างสะพานไม้เองร่วมกัน ด้วยเทคโนโลยี เช่น เรื่องข้าวนี่เร็วมาก ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก รับซื้อข้าวสารชาวนา ชาวนาสีข้าวสารเอง ขายเอง แต่มันเป็นน้ำใจแบบธุรกิจชุมชนไทยที่หาไม่ได้ในระบบทุน เป็นสะพานไม้แบบโซเชียลมีเดีย ที่น่าชื่นชม ไม่ว่าใครลงมือทำก็ตามด้วยเจตนาดี
ประชาชนเปลี่ยนมากแล้วทุกระดับ อาจยังมีกลุ่มเล็กๆ ในระบบทุนใหญ่ที่คิดว่าพลังของทุนจะสร้างความนิยมให้องค์กรหรือตนเองเหมือนสะพานคอนกรีตสวยๆ คนจะชอบ
แต่เปล่าเลย วันนี้คนไทยส่วนใหญ่อยากสร้างสะพานไม้ของชุมชนตัวเอง เล่นFacebook บ้างครับ ผู้กำหนดนโยบาย ก่อนจะมีการพลิกโผแบบอเมริกาและอังกฤษ ของดูดีๆ แพ้ไปซะอย่างนั้น







