
โรดแมปการเงินฐานราก งานยากเพิ่มรายได้ลดหนี้
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดที่ผ่านมา ได้เห็นชอบแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน พ.ศ. 2560-2564 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อใช้เป็นโรดแมปพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนโดยเฉพาะระดับฐานราก มีเป้าหมายสำคัญคือส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
จากข้อมูลปี 2558 สถานการณ์การเงินภาคประชาชน พบว่ามีครัวเรือนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินใดๆ เลย คิดเป็น 4.23% ของครัวเรือนทั้งหมด หรือประมาณ 8.58 แสนครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ที่เข้าถึงบริการทางการเงิน ก็พบว่ามีจำนวนมากได้วงเงินกู้ไม่เพียงพอ มีข้อจำกัดเรื่องระยะทางในการเดินทางไปทำธุรกรรมการเงิน ดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมสูงเกินไป รวมถึงขั้นตอนที่ยุ่งยาก และพบว่าหนี้ครัวเรือนที่มีสัดส่วน 79.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อย มีอาชีพเกษตรกรหรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจทางการเงินในระดับต่ำ
แผนการพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน จึงต้องการอุดช่องโหว่เหล่านี้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการออม มีหลักประกันในยามชรา มีความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
สำหรับแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน พ.ศ. 2560-2564 ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ 6 กลยุทธ์ และ 16 มาตรการ ในยุทธศาสตร์ที่ 1 เป็นการสร้างรายได้และพัฒนาศักยภาพด้านการเงินของประชาชนระดับฐานราก ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาผู้ให้บริการทางการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) ให้เหมาะสมต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างยั่งยืน
การดำเนินการทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ แม้จะครอบคลุมการพัฒนาการเงินประชาชนทั้งระบบ แต่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวอย่างในยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างรายได้และพัฒนาศักยภาพด้านการเงินของประชาชนระดับฐานราก ด้วยการเพิ่มรายได้ ลดภาระหนี้สิน เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้มีรายได้น้อยจะเพิ่มรายได้ก็เป็นเรื่องยากแล้ว ยังมีภาระ
หนี้สินเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวได้น้อย 1-2 ปีที่ผ่านมา ประชาชนรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกไม่ได้จากปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลตกต่ำ ทำให้รายได้ลดลงไม่พอกับรายจ่าย จนรัฐบาลต้องเข้าไปจ่ายเงินช่วยอุดหนุนหลายครั้ง
ส่วนการลดหนี้ที่ตั้งเป้าไว้ก็ทำไม่ได้ เพราะจากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงิน ที่ออกมาในทิศทางเดียวกันว่าหนี้เสียของประชาชนมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้พยายามช่วยเหลือด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ก็ทำได้บางกลุ่มที่เป็นลูกหนี้ของแบงก์รัฐเท่านั้น
ส่วนปัญหาหนี้เสียนอกระบบ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้หลายครั้ง แต่ได้ผลเพียงระยะสั้น หลังจากนั้นไม่นานประชาชนก็กลับมาเป็นหนี้นอกระบบใหม่ ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบชุดใหญ่ออกมาอีกครั้ง โดยจะเอาผิดกับเจ้าหนี้นอกระบบหากปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี ถึงขั้น
จำคุก รวมทั้งการเปิดช่องให้เจ้าหนี้นอกระบบมาจดทะเบียนปล่อยกู้พิโกไฟแนนซ์ คิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% ซึ่งจะเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กัน
ขณะเดียวกันนี้ รัฐบาลยังให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ ธนาคารออมสิน เปิดหน่วยถาวรแก้ปัญหานี้นอกระบบ ทั้งให้คำปรึกษา การโอนลูกหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบของธนาคารเอง รวมถึงการปล่อยกู้ฉุกเฉินให้กับประชาชนในอัตราดอกเบี้ยถูก เพื่อที่ประชาชนจะไม่ไปกู้หนี้นอกระบบ
อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบครั้งใหม่ ยังต้องให้เวลาพิสูจน์ว่าได้ผลยาวนานแค่ไหน หากทำได้ตามแผนก็จะเป็นหนึ่งกลไกของการพัฒนาการเงินภาคประชาชนฐานราก
สำหรับในยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาผู้ให้บริการทางการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยสนับสนุนให้สถาบันการเงินในระบบขยายบทบาทให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่พยายามกันมานาน บางอย่างก็ได้ผล เช่น โครงการธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนไปประกอบอาชีพค้าขายมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในวงจำกัด
แต่ขณะเดียวกัน หลายมาตรการก็ไม่ได้ผล เช่น การส่งเสริมให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ที่สถาบันการเงินไม่สนใจปล่อยกู้ เพราะไม่คุ้มทุนหรือไม่ได้กำไร ต่อมารัฐบาลให้เอกชนเข้ามาขอจดทะเบียนปล่อยกู้นาโนไฟแนนซ์ ก็มีเอกชนเข้ามาจดทะเบียนไม่กี่ราย วงเงินให้กู้ไม่กี่ล้านบาท การขยายช่องทางการให้บริการทางการเงินของรัฐบาลจึงไม่ประสบความสำเร็จ
ด้านยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ถือเป็นงานชิ้นใหญ่ชิ้นยากของรัฐบาล ว่าจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรให้ประชาชนฐานรากเข้าถึงบริการทางการเงินเท่าเทียมกับระชาชนกลุ่มอื่น ในการดำเนินโครงการระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง คิดไปไกล ด้วยการทำพร้อมเพย์ที่ให้นำเบอร์โทรศัพท์ หรือบัตรประชาชนไปผูกติดกับบัญชีธนาคารเพื่อความสะดวกในการรับโอนเงิน แต่เป้าหมายคือการผูกเลขหมายโทรศัพท์หรือบัตรประชาชนกับตัวบุคคลโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีบัญชี ซึ่งจะทำให้ประชาชนทุกคนโดยเฉพาะคนรายได้น้อยฐานรากที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีบัญชีเข้าถึงบริการทางการเงินทันที
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ง่ายๆ ทั้งจากปัญหาระบบที่ไม่พร้อม และการเสียประโยชน์ของธนาคารพาณิชย์ ทำให้การสร้างโครงสร้างการบริการทางการเงินให้กับประชาชนฐานรากยังมีปัญหา
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้การพัฒนาการเงินภาคประชาชน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเศรษฐกิจฐานรากจำนวนมาก ยังเข้าถึงการบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานได้ไม่เต็มที่







