posttoday
ทรงแก้ปัญหาคนกับช้าง พระเมตตาสรรพชีวิตป่ากุยบุรี

ทรงแก้ปัญหาคนกับช้าง พระเมตตาสรรพชีวิตป่ากุยบุรี

13 พฤศจิกายน 2559

ตลอดระยะเวลาที่ทำงานโครงการพระราชดำริที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ทรงพระราชทานพระราชดำริลงมา 8 ครั้ง

โดย...ไชยวัฒน์ สาดแย้ม

ในปี 2540 ปัญหาช้างป่ากุยบุรีบุกเข้ามากินสับปะรดในไร่ของชาวบ้านพื้นที่ ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นปัญหาหนักของทุกฝ่าย แต่ที่ส่งผลสะเทือนใจคือเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2540 พบช้างป่าเพศผู้และเพศเมียจำนวน 2 ตัว ตายอยู่กลางไร่สับปะรดหุบกระชัง บ้านรวมไทย หมู่ 7 ต.หาดขาม จากการตรวจของทีมสัตวแพทย์ พบยาฆ่าแมลงชนิดร้ายแรงอยู่ในกระเพาะอาหารของช้างป่าทั้งสองตัว สันนิษฐานได้ว่าช้างป่าทั้งสองเชือกถูกวางยาพิษอย่างแน่นอน

พื้นที่ไร่สับปะรดนับหมื่นไร่บริเวณดังกล่าว พื้นที่บางส่วนเช่าจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และอีกบางส่วนเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า ข่าวช้างตายเพราะถูกวางยา และไร่สับปะรดรุกพื้นที่ป่าแหล่งอาหารของช้าง ทำให้ช้างป่าลงมาในไร่สับปะรดแทบทุกคืนเป็นข่าวต่อเนื่องนานร่วมเดือน

แต่แล้วปัญหาก็เริ่มคลี่คลายดั่งฟ้ามาโปรด เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2540 “ให้ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี โดยใช้รูปแบบในการฟื้นฟูเช่นเดียวกับการดำเนินงานโครงการศูนย์การศึกษาและพัฒนาห้วยทราย จ.เพชรบุรี และโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี”

บุญลือ พูลนิล นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ซึ่งในขณะนั้นยังมีตำแหน่งเป็นเพียงหัวหน้าอุทยานเตรียมการจัดตั้ง (ป่าสงวนกุยบุรี) เล่าว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริ ทำให้หลายหน่วยงานช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยมีแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นแม่งานใหญ่

“การดำเนินการตามพระราชดำริไม่ถึงปีก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่เราเน้นช่วยเหลือสัตว์จนลืมช่วยเหลือชาวบ้าน จึงปรับปรุงให้มีคณะทำงานส่งเสริมอาชีพชาวบ้าน จากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ทำให้ชาวบ้านพร้อมใจคืนพื้นที่ให้มากถึง 1.8 หมื่นไร่ พระองค์ท่านห่วงว่าชาวบ้านที่มอบคืนพื้นที่จะเดือดร้อน จึงให้พิจารณาระยะเวลาให้ชาวบ้านเก็บผลผลิตสับปะรดที่ปลูกเอาไว้ก่อน”

บุญลือ เล่าอีกว่า พระองค์ท่านทรงห่วงใยการแก้ปัญหามาก ในวันที่ 29 พ.ค. 2541 พระราชทานแนวทาง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ไม่ต้องปลูกป่าแต่ปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะทำให้ประหยัดงบประมาณ 2.ให้ปลูกสับปะรดที่คุณภาพไม่ดีนัก เป็นอาหารช้าง ให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยให้ค่าตอบแทนแก่ชาวบ้านที่มาปลูก หากชาวบ้านไม่มีที่พักให้จัดที่พักอาศัยให้และให้ปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ 3.ให้สำรวจพื้นที่ ซึ่งจะทำ Check Dam 4.พัฒนาที่ดินโดยใช้หญ้าแฝกช่วยอุ้มน้ำสร้างความชุ่มชื้นและพัฒนาดิน และ 5.ถ้ามีฝนแล้งหรือเกิดน้ำท่วม ก็พิจารณาหาแหล่งน้ำสักหนึ่งจุด ซึ่งจะใช้น้ำมาเติม Check Dam และเนื่องจากแม่น้ำกุยบุรีเป็นแม่น้ำสายสำคัญ ควรมีการสร้างฝายหรือเขื่อนกักเก็บน้ำ รวมถึงการขุดลอก หรือหาแนวทางแก้ไขโดยวีธีอื่น เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตรและการใช้สอยของราษฎร

“อีก 10 วันต่อมา พระองค์ท่านก็ทรงมีพระราชดำริลงมาอีกว่า…“เนื่องจากสัตว์ป่าอยู่ในพื้นที่จำนวนมากโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในป่าลึก จึงควรมีการปลูกพืชเสริม เพื่อเป็นอาหารของสัตว์ป่า เช่น การปลูกอ้อย สับปะรด หรือพืชอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยทดลองนำพันธุ์พืชขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปโปรยในกลางป่าบริเวณต่างๆ เพื่อให้เติบโตและเป็นอาหารของสัตว์ป่า ซึ่งอาจจะเป็นทฤษฎีใหม่อีกแบบ ควรพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำให้แก่พื้นที่โครงการ และนำมาใช้ในการเกษตรในพื้นที่ที่เหมาะสม”

ด้วยเหตุนี้กรมชลประทาน จึงเข้าไปสร้างอ่างเก็บน้ำเล็กๆ ในพื้นที่รวม 11 อ่าง ทั้งที่เดิมทีนั้น คณะทำงานคิดว่าเพื่อเป็นประโยชน์ในการเกษตรของชาวบ้าน แต่เมื่อถึงฤดูแล้ง สัตว์ป่าก็ได้ใช้ดื่มกินด้วย เห็นได้ว่าทรงมองการณ์ไกลมากกว่าคณะทำงานมากนัก

“แม่ทัพภาคที่ 1 จะทูลถวายรายงานให้พระองค์ท่านทราบอยู่เสมอ ซึ่งจะมีรับสั่งทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราปลูกพืชอาหารช้าง กล้วย อ้อย ต่างๆ ไว้ที่ห้วยลึก ห่างจากพื้นที่กันชนกับแปลงสับปะรดของชาวบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร

เมื่อพระองค์ท่านทอดพระเนตรแล้วจึงมีรับสั่งว่า ‘ที่ทำนี้เหมือนกับยังทำไม่ถูก เนื่องจากว่าพืชที่ปลูกเป็นอาหารช้างนั้นจะอยู่ใกล้กับแปลงเกษตรกรรมของชาวบ้านมากเกินไป การปลูกพืชใกล้กับแปลงเกษตรกรรมของชาวบ้านนั้นเท่ากับเป็นการดึงช้างให้ออกมาจากป่า ก็จะทำให้ช้างเข้าถึงแปลงเกษตรกรรมของชาวบ้านได้ง่าย’ พระราชวินิจฉัยนี้มองเห็นปัญหาที่เรามองข้ามไป เป็นพระราชอัจฉริยภาพ ทรงมองการณ์ไกลอย่างที่พวกเราไม่เคยมอง เราคิดแต่ว่าปลูกตรงไหนก็เป็นอาหารช้างได้ แต่จริงๆ แล้วถ้าปลูกแบบพวกเรามันจะกลายเป็นสร้างปัญหาไม่พ้นตัว”

บุญลือ บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำงานโครงการพระราชดำริที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ทรงพระราชทานพระราชดำริลงมา 8 ครั้ง และบุญลือยังจำความประทับใจที่ได้ถวายรายงานต่อหน้าพระพักตร์ไม่รู้ลืม

วันที่ 8 พ.ย. 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทอดพระเนตรและติดตามการดำเนินงานเสริมคันเขื่อนยางชุม ต.หาดขาม ก่อนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินจะลงจอดที่เขื่อนยางชุม ได้บินวนตามแนวเขตของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี โดยทราบในเวลาต่อมาว่า พระองค์ท่านให้นักบินบินวนเพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของช้างป่าและพื้นที่ในโครงการพระราชดำริ

“ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกราบทูลขอให้ผมถวายรายงานเรื่องช้างป่า ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2543 จากเดิม 107 ตัว เป็น 140 ตัว พระองค์ท่านทรงตรัสว่า “ช้างป่าเพิ่มขึ้นแสดงว่าในป่ามีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อตอนบินดูเห็นว่าข้างในพื้นที่มีมาก” ผมกราบทูลว่าด้านในมีสภาพเป็นป่าไผ่และป่าผาก มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นอาหารของช้างป่าพระพุทธเจ้าค่ะ”

บุญลือ เล่าว่า เมื่อพระองค์ท่านทอดพระเนตรท้องฟ้า มีนกกระยางฝูงใหญ่ บินผ่านทรงหันไปทางสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แล้วตรัสว่า “นกกระยางมันบินไปไหนตั้งหลายฝูง” แล้วพระองค์ท่านก็หันพระพักตร์มาทางบุญลือ เขาจึงกราบบังคมทูลว่า บินข้ามไปประเทศพม่าพระพุทธเจ้าค่ะ เนื่องจากพื้นที่ประเทศพม่าห่างเพียง 10 กิโลเมตร พระองค์ท่านก็ทรงถามอีกว่า “นกกระยางมันพูดภาษาพม่าหรือเปล่า” โดยรับสั่งถามถึง 2 ครั้งแล้วก็ทรงพระสรวล

“การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น ทำให้ผมปลื้มปีติเป็นล้นพ้น เป็นพลังแรงใจทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาช้างป่าและสัตว์ป่ากุยบุรี ที่พระองค์ท่านทรงห่วงใย สืบทอดเจตนารมณ์ของพระองค์ท่านที่ทรงห่วงใยต่อสรรพสิ่งทั้งมวล”บุญลือเล่าถึงความรู้สึกปลื้มปีติที่ได้ถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก