posttoday
เพื่อความมั่นคง

เพื่อความมั่นคง

12 พฤศจิกายน 2559

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว ซึ่งจะสร้างปัญหาใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจในเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว ซึ่งจะสร้างปัญหาใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจในเรื่องของการขาดแคลนแรงงาน แก่ไม่พอกิน เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐบาลมาก เพราะระบบการออมและการประกันสุขภาพของไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

มาตรการเพื่อรับมือที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านความเห็นชอบออกมาในเบื้องต้น รวม 4 มาตรการ ประกอบด้วยมาตรการการสร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ การดูแลให้มีการออมและการสร้างความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัย โดยมาตรการแรกเป็นมาตรการการจูงใจให้ภาคธุรกิจจ้างงานผู้สูงอายุ โดยให้เอกชนที่จ้างงานผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีค่าจ้างไม่เกินเดือนละ 1.5 หมื่นบาท สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือนและค่าจ้างดังกล่าว ไปหักภาษีได้ 2 เท่า แต่สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกิน 10% ของลูกจ้างทั้งหมด

มาตรการที่ 2 เป็นการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุ (Senior Complex) แบ่งเป็นบนที่ราชพัสดุใน จ.ชลบุรี นครนายก เชียงราย และเชียงใหม่ โดยใน 3 จังหวัดแรก คิดค่าเช่าตารางวาละ 1 บาท/เดือน และค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่า 2 เท่าของค่าเช่า 1 ปี หรือเฉลี่ยแล้วตารางวาและ 24 บาท/เดือน ส่วน จ.เชียงใหม่ ให้คิดตามระเบียบกระทรวงการคลัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เชิงพาณิชย์ สำหรับผู้ได้รับสิทธิเช่าจะเช่าได้เป็นเวลา 30 ปี และต่ออายุได้อีก 30 ปี

มาตรการที่ 3 มาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) ซึ่งเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้สูงอายุที่มีบ้านปลอดภาระหนี้สามารถนำบ้านที่อาศัยอยู่มาเปลี่ยนเป็นรายได้ ซึ่งมูลค่าเงินที่กู้ได้จะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้มูลค่าบ้านและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งผู้กู้สามารถเลือกรับเงินเป็นก้อนเดียว หรือทยอยรับเป็นงวดจนกว่าจะเสียชีวิต หรือจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเงินกู้ โดยเน้นให้จ่ายแบบรายเดือน ซึ่งผู้กู้ไม่ต้องจ่ายคืนเงินต้น หรือดอกเบี้ยจนกว่าจะสิ้นสุดการกู้ยืม แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องอยู่ในบ้านหลังนั้นตลอดระยะเวลากู้ ส่วนรายละเอียดของวงเงินให้กู้นั้นธนาคารจะไปพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

มาตรการสุดท้ายมาตรการให้มีการออมภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจะเป็นการบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญ โดยจะต้องออกกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ

สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการนั้นคาดว่าจะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณได้มาก จากปัจจุบันที่รัฐบาลจ่ายอยู่ 2.78 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลคาดว่าเงินนี้จะเพิ่มเป็น 6.98 แสนล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 13-14 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรทั้งหมด

ทั้ง 4 มาตรการยังเป็นแค่แผน เพราะยังมีกระบวนการอีกมากมายที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เช่น ออกกฎหมายใหม่ การหาสถาบันการเงินมาช่วยปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ที่จะนำเอาบ้านมาขอสินเชื่อเพื่อนำเงินไปใช้ยังชีพยามชรา ซึ่งก็มีความเสี่ยงทางธุรกิจและอาจจะเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ดี มาตรการเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้จะเริ่มช้าไปหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นการปฏิรูประบบประกันสุขภาพและการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีการสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้กับชีวิตประชากร เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีกัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการออมให้กับประเทศด้วย

สำหรับแรงงานเองนโยบายนี้ยังไม่เห็นว่าจะมีจุดด้อยตรงไหนที่จะทำให้ต้องคัดค้าน หากการออมภาคครัวเรือนต่ำก็ควรจะต้องเพิ่มการออมภาคบังคับให้มากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นคนไทย รวมทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควรจะให้การสนับสนุนให้สามารถปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็นหลักประกันแก่ผู้ใช้แรงงานและคนไทยทั้งหมด และในที่สุดแล้วไม่มีใครเสีย มีแต่คนได้กับได้

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน