
รีดภาษีดันรายได้ งานยากรัฐบาล
การเก็บภาษีงบประมาณปี 2560 ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ถือเป็นงานที่ไม่ง่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
การเก็บภาษีงบประมาณปี 2560 ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ถือเป็นงานที่ไม่ง่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
กระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 3.3% และปีหน้าขยายตัว 3.4% ซึ่งโดยปกติการเก็บภาษีจะขยายตัว 1-1.5 เท่าของการขยายตัวเศรษฐกิจ หมายความการเก็บภาษีปี 2560 จะขยายตัวได้ 3.4-5% ซึ่งถือว่าไม่สูง
ยิ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา 44 ขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ไปสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2560 ทำให้ประเทศสูญเงินภาษีไปกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ก็ต้องทำเพื่อแลกกับการไม่ให้เศรษฐกิจขยายตัวสะดุด
สำหรับปีงบประมาณ 2560 มีการประมาณการว่ากรมสรรพากรจะเก็บภาษี 1.8 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต 5.5 แสนล้านบาท และกรมศุลกากร 1 แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่าเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 การเก็บภาษียังไม่เข้าเป้า โดยเฉาะการเก็บภาษีของกรมสรรพากรซึ่งต่ำกว่าเป้า เนื่องจากภาษีแวตจัดเก็บได้น้อย ขณะที่กรมศุลกากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าตามการนำเข้าที่ยังขยายตัวได้ต่ำ ส่วนการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตก็ยังไม่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ เพราะยอดการขายรถยนต์นั่งยังน้อย ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริโภคชะลอการซื้อไปปลายปีที่จะมีงานส่งเสริมการขายรถยนต์ประจำปี
นอกจากนี้ การเก็บภาษีเดือนแรกของปีงบประมาณยังทำได้น้อย ส่วนหนึ่งเป็นไปตามภาวะปกติ ที่ในเดือนแรกๆ ของปีงบประมาณจะเก็บภาษีได้น้อยส่งผลให้กระทรวงการคลังต้องเตรียมเงินคงคลังเมื่อตอนสิ้นปีงบประมาณ 2559 ไว้สูงถึง 4 แสนล้านบาท ไว้สำหรับการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาลช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้
ทั้งนี้ หากพิจารณาการเก็บภาษีของรัฐบาลปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา ต้องถือว่าไม่ดี โดย 3 กรมภาษี คือกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เก็บภาษีได้ 2.38 ล้านล้านบาท จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.24 แสนล้านบาท โดยกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายมากที่สุด 1.37 แสนล้านบาท กรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 9,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิตเก็บภาษีได้มากกว่าเป้าหมาย 2.1 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเก็บรายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณ 2559 ยังทำได้เกินเป้าหมาย 6.35 หมื่นล้านบาท หรือ 2.7% และยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1.8 แสนล้านบาท หรือ 8.1% สาเหตุหลักมาจากการนำส่งรายได้จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 และ 1800 MHz (4G) จำนวน 5.62 หมื่นล้านบาท และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่สูงกว่าประมาณการ 1.37 หมื่นล้านบาท
แต่ทว่าในปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลจะไม่มีตัวช่วยจากรายได้พิเศษเหมือนปีงบประมาณที่ผ่านมา ส่วนการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจก็อาจจะไม่เกินเป้าได้มากเหมือนปีที่ผ่านมาเช่นกัน เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีผลการดำเนินงานที่ขยายตัวไม่มากตามภาวะเศรษฐกิจและอีกส่วนหนึ่งต้องเก็บไว้ลงทุนตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้เร่งลงทุน โดยเฉพาะให้ดึงการลงทุนที่จะดำเนินการใน 1-2 ปีข้างหน้ามาลงทุนในปีนี้ทันที เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีนี้และปีหน้าทั้งปี
ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2560 จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องหามาตรการต่างๆ เพื่อทำให้การเก็บภาษีมากที่สุด ซึ่งในส่วนของกรมสรรพากรก็มีความเคลื่อนไหวเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการเสียภาษีรายได้จากการขายอสังหา ริมทรัพย์ จากเดิมที่ใช้ราคาประเมินมาเป็นให้พิจารณาราคาตลาดรวมด้วย ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเพิ่มสูงขึ้น
ก่อนหน้านี้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งศึกษาการเก็บภาษีที่ดินของผู้ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของรัฐบาล ทำให้มูลค่าที่ดินในบริเวณดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น เป็นอีกช่องทางที่จะหารายได้ประเทศเพิ่ม แม้ว่าจะเก็บไม่ทันในปีงบประมาณ 2560 แต่ก็เป็นผลดีกับการเก็บภาษีในระยะปานกลางและยาวต่อไป
นอกจากนี้ยังมีการสั่งเดินหน้าเก็บภาษีซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ การตรวจรายได้ของผู้ที่ซื้อของนำเข้าหรูราคาแพงจากต่างประเทศว่าเสียภาษีสอดคล้องกับฐานะที่ไปใช้จ่ายในต่างประเทศจำนวนมากหรือไม่ เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังมีการเดินหน้าเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปีหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ได้เก็บภาษีส่วนนี้โดยตรง เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เก็บ แต่ก็เพิ่มรายได้รัฐบาลทางอ้อม เพราะเมื่อท้องถิ่นเก็บภาษีได้มากขึ้น รัฐบาลก็ส่งเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่นน้อยลง มีเงินรายได้เหลือมากขึ้นเพื่อลงทุนพัฒนาประเทศที่ยังต้องใช้เงินอีกจำนวนมาก
ขณะเดียวกันยังมีการแก้ไขกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า โดยให้มีการเปลี่ยนการเก็บภาษีจากเดิมที่คิดจากราคาหน้าโรงงานและราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นราคาขายปลีกหรือราคาแนะนำสุดท้าย
ด้านกรมศุลกากรก็เข้มงวดการปราบทุจริตของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นช่องรั่วไหลใหญ่การเก็บภาษีของกรมศุลกากรมาตลอด โดยครั้งนี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ให้ความสำคัญเป็นพิเศษมีการตั้งโครงการคลังคุณธรรม ให้หน่วยงานของกระทรวงมีการดำเนินงานที่โปร่งใสปลอดทุจริต และจะนำร่องด่านใหญ่ๆ ของกรมศุลกากร หากพบว่ายังมีการทุจริตก็จะดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องขั้นเด็ดขาด
ความพยายามทั้งหมดในการเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2560 ให้ได้ตามเป้าหมายจึงเป็นภารกิจใหญ่และยากของรัฐบาล เพราะมาตรการที่ออกมายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจะเก็บภาษีได้มากตามที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ยังมีภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ต้องพยายามทำให้ได้ตามเป้าหมาย หากไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ก็จะส่งผลให้การเก็บภาษีในปีหน้าลดลงตามไปด้วยและอาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้







