posttoday
ไม่วางใจศก.หลังเบร็กซิต เอกชนแห่ขึ้นราคากดดันแรงซื้อ

ไม่วางใจศก.หลังเบร็กซิต เอกชนแห่ขึ้นราคากดดันแรงซื้อ

01 พฤศจิกายน 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

การขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของอังกฤษยังเติบโตด้วยดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังไม่ควรมองข้ามผลกระทบที่เกิดจากการที่สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ “เบร็กซิต” ไป เพราะค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงจนช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการบริการนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นปัจจัยลบที่ทำให้สินค้าต่างๆ ปรับราคาเพิ่มขึ้นด้วย จนอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคให้ลดรายจ่ายในท้ายที่สุดและมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสถัดๆ ไป

เศรษฐกิจไตรมาส 3 ประจำของอังกฤษ ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบในรายไตรมาส ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ที่ 0.3% ขณะที่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัวมากถึง 2.3% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.1% เช่นกัน โดยเป็นผลมาจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบริการที่ขยายตัวแรง 0.8%

อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนอื่นอีก 3 ภาคส่วน ได้แก่ การก่อสร้าง เกษตรกรรม และการผลิต ต่างปรับตัวลงด้วยกันทั้งนั้น ขณะที่การค้าปลีกเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ขยายตัว 0% หรือไม่ขยายตัวเลยเมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. และยังต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 0.4% รวมถึงเดือน ส.ค. ภาคค้าปลีกยังขยายตัวแค่ 0% เช่นกัน

ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษอ่อนค่าลงไปแล้วราว 18% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนับตั้งแต่เบร็กซิต และอ่อนค่าลงไปราว 14.5% เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร ส่งผลให้บรรดาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศหลายแบรนด์ในอังกฤษเลือกที่จะผลักภาระให้ผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าแทน เช่น ไมโครซอฟท์ บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ ที่ประกาศขึ้นราคาสินค้าที่วางขายในอังกฤษ 22% โดยมีผลวันที่ 1 ม.ค. 2017

การขึ้นราคาของไมโครซอฟท์นั้นตามหลังบริษัทเทคโนโลยีคู่แข่งอื่นๆ เช่น เอชพี และเดลล์ ที่ขึ้นราคาสินค้าราว 10% ขณะที่ด้านแอปเปิ้ล อิงค์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ไอโฟน ก็ขึ้นราคาสินค้าในอังกฤษราว 12-30% แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของสินค้าเช่นกัน ขณะที่บริษัทจากยุโรปอย่าง อีเลคโทรลักซ์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ขึ้นราคาสินค้าราว 10% เช่นกัน โดยต่างระบุเหตุผลว่าเป็นเพราะค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงไปอย่างมาก

นอกจากการขึ้นราคาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในภาคส่วนเทคโนโลยีแล้ว ยังเกิดขึ้นในภาคส่วนสินค้าซึ่งใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ เทสโก้ บริษัทค้าปลีกชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ถอดสินค้าของยูนิลีเวอร์ ซึ่งรวมถึงน้ำยาปรับผ้านุ่ม ไปจนถึงมายองเนส ออกจากชั้นวางสินค้าออนไลน์ หลังสินค้าในสต๊อกของเทสโก้เริ่มร่อยหรอ เนื่องจากยูนิลีเวอร์ไม่สามารถส่งสินค้าใหม่ให้แก่เทสโก้ได้ หากทั้งสองยังไม่สามารถตกลงกันด้านราคาขายส่ง ซึ่งยูนิลีเวอร์ต้องการขึ้นราคาสินค้าขายส่งราว 10% แต่เทสโก้ไม่ต้องการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าขายส่งและขึ้นราคาสินค้าดังกล่าว

แม้ยูนิลีเวอร์กับเทสโก้จะสามารถตกลงกันได้ในภายหลัง ซึ่งเทสโก้ยอมขึ้นราคาสินค้าแต่เฉลี่ยไม่เกิน 5% อย่างไรก็ตาม การขึ้นราคาสินค้าก็เป็นเพียงแค่สินค้าบางตัวเท่านั้น โดยเฮลแมนส์มายองเนสยังคงโดนถอดออกจากชั้นวางสินค้าออนไลน์

การขึ้นราคาสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นกับร้านค้าปลีกรายใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับรายเล็กกว่า เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตรายเล็กในอังกฤษอย่างมอริสันยอมขึ้นราคาสินค้าของยูนิลีเวอร์บางอย่าง เช่น มาร์ไมต์ ฟู้ดสเปรด ที่ขึ้นราคาราว 12.5% โดยหนึ่งในแหล่งข่าวเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์การ์เดียนว่า มอริสันไม่มีทางเลือกนอกจากผลักภาระให้ผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า

สินค้าที่มีแนวโน้มจะขึ้นราคานั้นไม่เว้นแม้แต่เครื่องดื่มยอดนิยมของชาวอังกฤษอย่างชา โดย สมนาถ สาหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทฟู ผู้ผลิตชาชื่อดัง เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า เตรียมขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากต้นทุนด้านการผลิตเพิ่มขึ้นราว 2.5-3 แสนปอนด์/เดือน (ราว 10-12 ล้านบาท)

“เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว การขึ้นราคาสินค้าเกิดขึ้นและจะยังคงเกิดขึ้นไปทั่วทุกฝ่าย เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนยังคงตอกหน้าทุกๆ คน” ไบรอัน โรเบิร์ตส์ นักวิเคราะห์การค้าปลีกของทีซีซี โกลบอล กล่าว และระบุเพิ่มเติมว่า ซัพพลายเออร์ต่างเผชิญกับต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งค่าวัตถุดิบ เช่น เครื่องเทศ ผลไม้ หรือผัก และค่าแพ็กเกจจิ้งที่ปรับเพิ่มขึ้นอยู่แล้วหลังจากค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลง

ค่าเงินปอนด์ที่ร่วงลงและการขึ้นราคาสินค้า ส่งผลให้นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์แนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นไปด้วย โดย แอนดรูว์ กู๊ดวิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2.7% ในปี 2017 เมื่อเทียบกับ 1% ในเดือน ก.ย. ที่ปรับขึ้นจาก 0.6% ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค และจะทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคปรับตัวลงไปอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษก็จัดเก็บภาษีได้น้อยลงตามไปด้วย และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษต้องกู้ยืมเงินเพิ่มไปอีก 2,000 ล้านปอนด์ (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ แม้อัตราว่างยังคงต่ำอยู่ที่ 4.9% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี และรายได้ยังคงขยายตัวอยู่ที่ 2.3% อย่างไรก็ตาม ความหวาดกลัวต่อเบร็กซิตสะสมมาเรื่อยท่ามกลางความไม่แน่นอนในการประกอบธุรกิจ และอาจส่งผลให้บริษัทชะงักการจ้างงานและขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงาน

ไม่เพียงแต่ผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจเท่านั้น สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับเครดิตยังเปิดเผยอีกด้วยว่า เบร็กซิตที่ทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงอาจทำให้ค่าเงินปอนด์ต้องสูญเสียสถานะการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไป และแม้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะยังคงแข็งแรงกว่าที่คาด แต่เบร็กซิตยังคงเป็นความเสี่ยงต่ออันดับเครดิตของอังกฤษด้วยเช่นกัน

แม้ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงไปอาจช่วยเหลือผู้ส่งออกของอังกฤษ แต่ในยุคที่แรงซื้อโลกต่างหดตัว จึงยากที่จะพึ่งพิงการส่งออกอย่างเต็ม 100% และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคจะเป็นตัวแปรสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคตอย่างน้อยอีก 2 ปี ระหว่างการเจรจาออกจากสหภาพยุโรปอย่าง
เป็นทางการ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย