posttoday
ดอยช์แบงก์

ดอยช์แบงก์

01 พฤศจิกายน 2559

โดย...รุจิระ  บุนนาค

โดย...รุจิระ  บุนนาค

ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศเยอรมนี กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก เพราะหากดอยช์แบงก์ล้ม ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาดอยช์แบงก์ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ได้ถาโถมเข้ามาโดยตลอด

เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2559 ดอยช์แบงก์ธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งของเยอรมนีประกาศผลประกอบการประจำปี 2558 ขาดทุนสุทธิ 6,700 ล้านยูโร (ราว 2.68 แสนล้านบาท) เนื่องจากการสำรองเงินสำหรับจ่ายค่าเสียหายจากการถูกฟ้องร้องทางคดี การด้อยค่าของสินทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 4
มียอดการขาดทุนถึง 2,100 ล้านยูโร (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท)

เดือน เม.ย. 2558 ดอยช์แบงก์กับธนาคารใหญ่หลายรายถูกจับได้ว่าร่วมกันฮั้วอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระหว่างธนาคาร ณ ตลาดลอนดอน (LIBOR) อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงทั่วโลก ทำให้ดอยช์แบงก์โดนปรับ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 86,575 ล้านบาท)

เดือน มิ.ย. 2558 เจ้าหน้าที่ดอยช์แบงก์ ได้ทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ โอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าผิดจำนวนมหาศาลถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.14 แสนล้านบาท) เนื่องจากกดตัวเลขผิด ไปใช้คำว่า “Gross Figure” (จำนวนเงินทั้งหมด) แทนที่จะใช้คำว่า “Net Figure” (จำนวนยอดสุทธิ) ความผิดพลาดในลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้เป็นจำนวนเงินสูงมากทำให้ความน่าเชื่อถือของดอยช์แบงก์ลดลงไปทันที ดอยช์แบงก์พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่าจะปรับปรุง และจัดการรูปแบบองค์กรของหน่วยงานภายในของธนาคารใหม่

เดือนพ.ย. 2558 ดอยช์แบงก์โดนปรับ 258 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 9,200 ล้านบาท) ข้อหาละเมิดกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐ เพราะทำธุรกิจกับประเทศที่สหรัฐคว่ำบาตร

เดือน ก.ย. 2559 ดอยช์แบงก์โดนกระทรวงยุติธรรมสหรัฐปรับเป็นเงิน 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 499,240 ล้านบาท) ฐานจำหน่ายหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนอง ค้ำประกัน (Mortgage-Backed Security-MBS) ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ช่วงปี 2551 ทางรัฐบาลเยอรมนีไม่ได้มีท่าทีที่จะให้ความช่วยเหลือแต่ประการใด ส่งผลให้ราคาหุ้นดอยช์แบงก์ทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ดอยช์แบงก์ ซึ่งติดอันดับธนาคารใหญ่ของยุโรปเดือน ก.ย. 2559 หุ้นของดอยช์แบงก์ในตลาดหุ้นสหรัฐตกหนักกว่าร้อยละ 50 ตั้งแต่ต้นปี 2559 มีมูลค่าเหลือแค่ร้อยละ 8 ของมูลค่าสูงสุดในปี 2550 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 30 ปี (ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 11.48 เหรียญสหรัฐ จากสถิติเคยขึ้นสูงสุดที่ 159.59 เหรียญสหรัฐ ในปี 2550)

การที่ดอยช์แบงก์โดนปรับเป็นเงิน 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ดอยช์แบงก์กำลังต่อรองลดค่าปรับ) ในขณะที่มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization หรือ Market Cap) ของดอยช์แบงก์อยู่ที่ 1.58 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 563,428 ล้านบาท) ทำให้ลูกค้าของดอยช์แบงก์ที่เป็นเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ไม่ต่ำกว่าสิบรายต่างพากันถอนเงินสด และปิดสถานะตราสารอนุพันธ์ที่ทำไว้กับดอยช์แบงก์ ซึ่งเป็นอนุพันธ์ประเภทป้องกันความเสี่ยง เพราะประเมินว่าหากใช้บริการ
ดอยช์แบงก์ต่อไป ย่อมมีความเสี่ยงสูงมาก ทางดอยช์แบงก์ได้กู้สถานการณ์ครั้งนี้ โดยให้ข่าวว่ายังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และ
มีลูกค้ามากกว่า 20 ล้านราย

เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นหลายครั้ง ประกอบกับนโยบายกลางของประเทศเยอรมนีที่กดดอกเบี้ยให้ติดลบ ส่งผลให้ชาวเยอรมนีจำนวนไม่น้อยต่างพากันถอนเงินสดจากดอยช์แบงก์และธนาคารอื่นๆ เพื่อมาเก็บไว้ที่บ้าน เพราะมีความมั่นใจมากกว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤตครั้งนี้ คือผู้ประกอบธุรกิจตู้เซฟนิรภัย เพราะขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ท่าทีของรัฐบาลเยอรมนีจะสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในสถานการณ์เดียวกัน สำหรับประเทศไทยในอดีตเมื่อสถาบันการเงินประสบปัญหาขาดทุนต้องเลิกกิจการ รัฐบาลได้รับผิดชอบชดใช้จำนวนเงินฝากให้ประชาชนอย่างครบถ้วน   

ต่อมาได้มีแนวคิดว่า ไม่ควรให้ความคุ้มครองเต็มจำนวนเงินที่ฝาก เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากคุ้มครองเต็มจำนวนเงิน จะทำให้
ผู้ฝากเงินไม่ต้องรับผิดชอบผลที่เกิดจากการตัดสินใจลงทุนของตนทำให้เกิดพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น นำเงินทั้งหมดไปฝากกับสถาบันการเงิน
ที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงของสถาบันการเงิน

จึงได้มีการตรา พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ตาม พ.ร.บ.นี้ ได้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก  รัฐบาลยุคก่อนได้ออก พ.ร.ฎ.กำหนดเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555
ที่จำกัดจำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง

จนมาถึงปัจจุบันรัฐบาลได้ออกเป็น พ.ร.ฎ.กำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2559 ได้ขยายเวลาลดเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท จากวันที่ 11 ส.ค. 2559  เลื่อนออกไป 4 ปี คือ โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 11 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป 

โลกกำลังติดตามนโยบาย และท่าทีของนางอังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีอย่างใกล้ชิดว่า ในที่สุดจะให้ความช่วยเหลือดอยช์แบงก์อย่างไร หากเปรียบเทียบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังยื่นมือให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินเพื่อรักษาสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

ฤาสตรีเหล็กแห่งเยอรมนีจะเป็นตัวของตัวเอง ไม่เดินตามแบบอย่างของประเทศใดเลย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก